นี่เป็นข้อความที่โพสต์โดย นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ยืนยันว่า ผลการศึกษาต่างกัน ทำให้ตัวเลขประสิทธิผลของวัคซีนแตกต่างกันได้ อย่าไปดูแค่ตัวเลข
โดยบราซิล เป็นผลจากการฉีดวัคซีนของบริษัทซิโนแวค ในบุคลากรทางการแพทย์ มีประสิทธิผล 50.4% จีน ได้ 79%ตุรกีฉีดประชากรทั่วไปได้ 91%และอินโดนีเซียได้ 65%
ดังนั้น จึงต้อง มีการชี้แจงให้ละเอียด ไม่ใช่บอกแต่ตัวเลข ประการแรก ต้องบอกว่า ประเมินจากอะไร จากการป้องกันการติดเชื้อป้องกันการเกิดโรค หรือ ติดเชื้อแต่ไม่เป็นโรคหรือ เป็นโรค แต่ไม่รุนแรง
ประการที่ 2 การประเมินผลวัคซีน เมื่อทำในสถานที่และประชากรต่างกัน ทำให้ผลต่างกัน เช่น การศึกษาวัคซีน HIV ในประเทศไทยได้ประสิทธิภาพป้องกันกันโรคได้ 30% ศึกษาที่แอฟริกาได้ 0% เพราะแอฟริกามีความเสี่ยงสูงกว่าไทยหรือ
การศึกษาวัคซีนท้องเสียโรตาในแอฟริกา ประเทศมาลี ได้ประสิทธิภาพ 50% แต่ใช้วัคซีนเดียวกันทำในยุโรปได้ประสิทธิภาพสูง 83-90% เพราะแอฟริกาเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคและการติดโรคได้สูงกว่าในยุโรป
การศึกษาในกลุ่มเสี่ยงสูง คือ บุคลากรทางการแพทย์ (ของประเทศบราซิล) จึง ย่อมมีประสิทธิภาพป้องกันในการศึกษาต่ำกว่าการศึกษาในประชากรทั่วไปที่มีความเสี่ยงต่ำ
ดังนั้นประสิทธิภาพของวัคซีนในแต่ละตัว การแปลผลจะต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงตัวเลข
เทียบ “วัคซีนโควิด-19” ทำไมไทยต้องจอง “แอสตราเซเนกา-ออกซฟอร์ด”