เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เตรียมจะให้ยาฟาวิพิราเวียร์ ให้กับผู้ป่วยโควิดรายใหม่ที่เข้ามาโรงพยาบาลสนาม คนละ 50 เม็ด รวมทั้งหมด 500,000 เม็ด เนื่องจากมองว่า ควรให้รับประทานตั้งแต่เริ่มติดเชื้อเพื่อรักษาและป้องกันการลุกลามของโรค ซึ่งเดิมปกติทางการแพทย์จะเริ่มให้ผู้ป่วยเริ่มกินเมื่อการติดเชื้อแสดงอาการ
สำรอง "ยาฟาวิพิราเวียร์" รับโควิด-19 ระบาด เตรียมสั่งเพิ่ม 5 แสนเม็ด
ล่าสุด Drama-addict โพสต์ระบุว่า “ตอนเย็นพ่อจ่ามาถามว่า ตอนนี้เขาจะให้ยาต้านไวรัสกับเคสที่เข้า รพ สนามทุกรายเลยเหรอ จ่าก็บอกพ่อว่า ไม่มั้ง เพราะยาตัวนี้เขาให้กับกลุ่มที่มีอาการว่าปอดอักเสบแล้ว แบบนั้นช่วยได้ แต่ถ้าเป็นเคสสีเขียวที่อาการน้อยมากๆ เขาจะให้ทำไม ยายิ่งมีน้อยๆอยู่ แถมเรายังใช้ยาตั้งวันละห้าหกหมื่นเม็ด และมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ ไอ้ที่เพิ่งได้มาล๊อตใหม่ ก็ใช้ได้อีกไม่นานหรอก มันก็ต้องซื้อมาเติมเรื่อยๆ เพราะใช้วันนึงเยอะมาก ตะกี้ไล่อ่านข่าว ....กูเจอที่มาที่พ่อกูถามแบบนี้แล้ว
อันนี้ขอให้ทาง @ผู้ว่าอัศวิน พิจารณาอีกที ขอให้ปรึกษาแพทย์โรคติดเชื้อโดยละเอียด ไม่ควรเปลี่ยนแปลงแนวทางปฎิบัติจากไกด์ไลน์ที่เราใช้ หากไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าทำแบบนั้นแล้วมันจะมีผลดีกว่า เพราะถ้าเราแจกจ่ายยาตัวนี้ทุกเคส ไม่ว่าจะเหลืองจะเขียว จะกลายเป็นว่าเราอาจใช้ยาเกินความจำเป็น และอาจทำให้คนที่จำเป็นต้องได้ยา เช่นกลุ่มที่เริ่มมีอาการปอดอักเสบแล้ว อาจเสียโอกาสเข้าถึงยาตัวนี้ได้ในอนาคตหากเกิดปัญหาขาดยาขึ้นมาอีก
อันนี้ซีเรียสมากท่านผู้ว่า ยาตัวนี้เราเสกไม่ได้ มันมีจำนวนจำกัด เราต้องบริหารมันให้เหมาะสมที่สุดเท่าที่ทรัพยากรเรามี”
“หมอนิธิพัฒน์” ค้านตั้ง “ไอซียู สนาม” ชี้ จนท.งานตึงมือ โควิดบานปลาย
ด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ยาฟาวิพิราเวียร์ได้รับการจดทะเบียนยาและอนุมัติให้ใช้ในผู้ป่วยโควิด-19 เป็นกรณีพิเศษสำหรับศึกระลอกแรก เนื่องจากมียาจำกัดจึงให้ใช้เฉพาะในรายปอดอักเสบรุนแรง การเก็บข้อมูลย้อนหลังโดยคณะทำงานพบว่ายานี้น่าจะช่วยลดความรุนแรงและการสูญเสียจากโรค และใช้ได้ปลอดภัย แต่เนื่องจากยานี้ไม่มีใช้ในประเทศทางตะวันตกจึงไม่มีข้อมูลเชิงวิชาการที่หนักแน่นรองรับ แต่คณะกรรมการจัดเตรียมยาของประเทศก็ได้จัดเตรียมไว้ให้เพียงพอในระลอกสอง ซึ่งไม่เกิดปัญหาเพราะมีอัตราการใช้ราว 20% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยที่คณะกรรมการวิชาการได้ขยายข้อบ่งใช้ให้ครอบคลุมตั้งแต่ปอดอักเสบขั้นต้นและผู้ป่วยที่อาจเกิดปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งผมในนามสมาคมอุรเวชช์ฯ ได้ทำเรื่องเสนอคณะกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติเพื่อบรรจุยานี้ไว้สำหรับให้ทุกโรงพยาบาลจัดซื้อได้เองเพื่อให้มีใช้งานเพียงพอ ในระหว่างดำเนินการนี้เกิดศึกระลอกสามตามมาอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้ป่วยเพิ่มแบบทวีคูณควบคู่ไปกับยอดการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ โดยมีอัตราการใช้ระหว่าง 20-70% แล้วแต่ความสะดวกการเข้าถึงยาในพื้นที่ เป็นที่มาของความฉิวเฉียดของการมียาสำรองใช้เกือบไม่เพียงพอ ขอบคุณยาต้นแบบจากญี่ปุ่นที่เข้ามาช่วยไว้ทันจำนวน 2.2 ล้านเม็ด (รักษาผู้ป่วยได้ราวสามถึงสี่หมื่นคน)
ขณะนี้มีแนวคิดขยายการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ให้เข้าใกล้ 100% โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยโดยมีเหตุผลดังนี้
การกวาดให้ยาแบบไม่แยกแยะ มีข้อเสียคือ
1. ยาอาจขาดมือจากที่สำรองไว้ ทำให้ผู้ป่วยรายที่จำเป็นอาจไม่ได้ยาชั่วคราวหรือได้ไม่เต็มจำนวน
2. การใช้ยาตั้งแต่แรกอาจทำให้แพทย์นิ่งนอนใจในประสิทธิภาพของยา จนอาจทำให้ละเลยการเฝ้าระวังการเกิดปอดอักเสบ ยานี้ยังไม่มีหลักฐานว่าป้องกันการเกิดปอดอักเสบหรือทำให้ปอดอักเสบเล็กน้อยไม่ลุกลาม
3. การใช้ยาฆ่าเชื้อที่ไม่สมเหตุสมผล (non-rational drug use) จะนำมาซึ่งการเกิดเชื้อดื้อยาภายหลัง“