เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่สวมชุด PPE เดินเข้าออกแคมป์คนงานก่อสร้างเขตหลักสี่ตลอดทั้งวัน เพื่อเร่งตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทีมข่าว PPTV สังเกตการณ์อยู่รอบนอกพื้นที่ พบว่า ความเคลื่อนไหวส่วนใหญ่อยู่ภายในแคมป์ ซึ่งมีการตรวจโควิดและคัดแยกผู้ติดเชื้อ มีการขนคนงานบางส่วน คาดว่าเป็นผู้ติดเชื้อออกจากพื้นที่ ด้วยรถกระบะ ส่วนพื้นที่รอบนอก บรรยากาศเงียบมาก ร้านค้ารอบนอกปิดทั้งหมด
ทีมข่าวเจอชายชาวไทยคนหนึ่ง นั่งอยู่หน้าแคมป์ก่อสร้าง เมื่อสอบถามผ่านทางโทรศัพท์ เขา บอกว่า ตัวเอง เป็นผู้ติดโควิดกลุ่มแรก คือ ติดโควิดตั้งแต่ 5 พ.ค. และ ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ จนตอนนี้หายแล้ว เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาวันนี้ เมื่อกลับมาถึงแคมป์ พบว่า ไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงนั่งรออยู่ที่หน้าแคมป์ เพราะไม่มีที่พัก ชายคนนี้ยังบอกอีกว่า ตอนนี้รู้สึกกังวลใจมาก เพราะ เพิ่งทราบข่าวว่าในแคมป์คนงานมีคนติดโควิดสายพันธุ์อินเดีย
ขณะที่ภาพรวมการติดเชื้อโควิด ตอนนี้พบการติดเชื้อแล้ว 1107 คน จากคนในแคมป์รวม 1667 คน ตรวจครั้งแรกไม่พบเชื้อ และนำไปตรวจรอบ 2 ในวันนี้ รอผลวันอาทิตย์นี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการตรวจเชื้อครั้งนี้ มีการส่งตัวอย่างไปแค่ 61 ตัวอย่าง และพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์อินเดีย 15 คน แต่ข้อมูลจาก อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ล่าสุดระบุว่า ส่งไปเพิ่มเป็นรวม 80 ตัวอย่าง พบติดเชื้อ อินเดีย B.1.617.2 จำนวน 36 คน เป็นคนไทย 21 คน พม่า 10 คน กัมพูชา 5 คน ที่เหลือเป็นสายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 ทั้งหมด อาจบอกได้ว่า หากนำผู้ติดเชื้อทั้งหมด 1,107 คนไปตรวจสายพันธุ์ทั้งหมด อาจพบสายพันธุ์อินเดียที่เพิ่มขึ้นได้อีก
ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. เปิดเผยกับทีมข่าวว่าเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียที่พบในแคมป์คนงานหลักสี่ สามารถแพร่เชื้อได้เร็วกว่าสายพันธุ์ที่ระบาดในอู่ฮั่น 2-3 เท่า ที่น่าห่วงไปกว่านั้นคือเชื้อสายพันธุ์อินเดียมีโอกาสหนีวัคซีนที่ไทยใช้อยู่ในขณะนี้
ทั้งนี้ ดร.อนันต์ ระบุว่า ข้อมูลของประเทศอินเดีย พบผู้ฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา ครบ 2 เข็ม ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นได้ถึง 80% โอกาสติดเชื้อเพิ่ม 20% แต่เมื่อติดแล้ว อาการจะไม่รุนแรงมากนัก คาดเดาว่า หากประเทศไทยฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาให้ประชาชน ในเข็มแรก ยังพบการติดเชื้อได้อยู่ แต่อาการป่วย และเสียชีวิตจะลดน้อยลง เพราะฉะนั้นต้องเร่งฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดก่อนเชื้อสายพันธุ์อินเดียจะแพร่ระบาดมากไปกว่านี้
“จริง ๆ แล้วติดเชื้อได้ 20 เปอร์เซ็นต์ สามารถป้องกันได้ 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าคนที่ฉีด 2 เข็ม แอสตราเซเนกาแล้ว ผลออกมาคือไปตรวจแล้วเจอคนที่มีอาการป่วยและมีอาการ 20 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากว่าอินเดียใช้แอสตราเซเนกา ที่อินเดียผลิตเองชื่อว่าโควิดชิล ซึ่งจริง ๆ แล้วแอสตราเซเนกา เหมือนกับสยามไบโอไซเอนซ์ผลิตในประเทศไทย อินเดียก็ใช้บริษัทของอินเดียผลิตขึ้นมาใช้ชื่อว่าโควิดชิลและใช้ในบุคลากรทางการแพทย์ที่เราจะใช้กันอยู่ เพราะฉะนั้นตัวเลขค่อนข้างบอกว่าแอสตราเซเนกาน่าจะยังเอาสายพันธุ์ 1617.2 ตัวนี้ได้อยู่ อาจจะต้องเจอคนติดเชื้อมากขึ้นแต่อย่าเพิ่งตกใจ การติดเชื้อซ้ำหรือการติดเชื้อได้เป็นเรื่องปกติของคนที่ได้รับวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนตัวไหน” ดร.อนันต์ กล่าว
ดร.อนันต์ กล่าวต่อว่า วัคซีนซิโนแวคยังไม่มีข้อมูลรายงานว่าจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสายพันธุ์อินเดียได้หรือไม่ เพราะในประเทศอินเดียใช้วัคซีนแอสตราเซเนกาฉีดให้กับประชากรในประเทศ จึงยังไม่มีข้อมูลหรือรายงานวิจัยสำหรับซิโนแวค อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าภูมิคุ้มกันจากวัคซีนซิโนแวคยังสามารถช่วยป้องกันความรุนแรงของโรคได้เช่นกัน
เมื่อไปดูข้อมูลจากต่างประเทศ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่มีอยู่ ใช้ได้ผลกับเชื้อกลายพันธุ์ที่พบเป็นครั้งแรกในอินเดีย แต่ยังคงรอคำตอบที่ยืนยันชัดเจนจากผลการศึกษา
โดยเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายแมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษ ระบุว่า ผลการทดลองเบื้องต้นที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดทำให้เรามีความมั่นใจสูงว่า วัคซีนของแอสตราเซเนกาและไฟเซอร์สูญเสียประสิทธิภาพการป้องกันเพียงเล็กน้อย และยังสร้างสารภูมิคุ้มกันได้มากพอที่จะล้างฤทธิ์ของเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดีย
ขณะที่ผลการศึกษาชิ้นใหม่โดยโรงพยาบาลอินทราปรัสถ์อพอลโล ในนิวเดลี ที่เผยแพร่ออกมาสัปดาห์นี้ พบว่า วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย ได้สูงถึง 97 เปอร์เซ็นต์ หลังทำการทดลองกับอาสาสมัครในอินเดียเกือบ 3,000 คนก่อนหน้านี้ และมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพียง 2 คน
ส่วนวัคซีน “โคโรนาแวค” ของซิโนแวค ยังไม่มีผลการศึกษาที่ระบุถึงตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนที่มี่ต่อเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดีย (Chinese vaccines effective against COVID-19 variant first found in India: official)]แต่เมื่อวานนี้ นายเช่า อี้หมิง นักวิจัยประจำศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ได้กล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งว่า วัคซีนของจีนที่มีอยู่ในขณะนี้มีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ที่พบเป็นครั้งแรกในอินเดีย และสามารถจัดการกับเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ด้านนักชีววิทยาโมเลกุลจากมหาวิทยาลัยศรีวิจายาในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้วัคซีนของซิโนแวคจำนวนมาก ระบุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า วัคซีนซิโนแวค และวัคซีนอื่น ๆ ที่มีพื้นฐานมาจากซิโนแวค ยังเป็นวัคซีนที่พึ่งพาได้ในการต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดีย เนื่องจากการกลายพันธุ์ในเชื้อสายพันธุ์อินเดียแตกออกมาจากการกลายพันธุ์แบบเดียวกันกับเชื้อสายพันธุ์อังกฤษ ขณะที่ขณะที่ซิโนแวคผลิตจากตัวไวรัสทั้งตัว เพราะฉะนั้น จึงยังป้องกันได้อยู่
อย่างไรก็ตาม นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุ หากสายพันธุ์อินเดียแพร่สู่ไทย ต้องระวังการตรวจที่อาจไม่แม่นยำด้วย เนื่องจาก เชื้อชอบลงลึกในปอด แยงจมูกไม่เจอ ขณะที่กระบวนการตรวจ พีซีอาร์ อาจจับได้ไม่หมด เพราะรหัสพันธุกรรมเพี้ยน ดังนั้นจึงต้องคัดกรองให้เร็วที่สุดและ แยกตัวให้เร็วที่สุด