หากย้อนไปดูรายละเอียดในประกาศคำสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง ตามข้อกำหนดฉบับที่ 25 ระบุว่า งดการก่อสร้างและเคลื่อนย้ายคนงานในพื้นที่สีแดงเข้ม เป็นเวลา 1 เดือน โดยใช้มาตรการ “บับเบิ้ลแอนด์ซีล” ปรากฎว่าจากการประเมินผลกระทบ มีข้อทวงติงจากกลุ่มอสังริมทรัพย์ ที่มองว่า มาตรการที่ออกมาขาดความชัดเจนและมีจุดอ่อนอยู่มาก อาจจะส่งผลเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะโครงการที่กำลังจะส่งมอบถ้าหากมาตรการควบคุมโรคเอาไม่อยู่ภายใน 1 เดือน
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ให้ข้อมูลไว้ว่า มาตรการบับเบิ้ลแอนด์ซีลไม่เหมาะนำมาใช้ควบคุมแคมป์ก่อสร้างใน กทม. เพราะคนงานก่อสร้างส่วนใหญ่ทำงานแบบหมุนเวียน มีทั้งแรงงานไทยและต่างด้าว ในแต่ละแคมป์ไม่มีที่พร้อมสำหรับการอยู่อาศัย เป็นแชมป์ชั่วคราว ให้ห้องอาบน้ำรวม ห้องเจาะโล่งๆ ให้อากาศไหลเข้าหากัน ซึ่งการทำบับเบิ้ลแอนซีล ไม่ใช่การแยกโซนกั้น แต่คือการซีลแรงงานมารวมกัน ทั้งคนติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ โอกาสที่เชื้อแพร่ระบาดก็มีมากขึ้น
ข้อเสนอของทางสมาคมอสังหาริมทรัพย์ที่มองว่า ควรจะแยกคนงานที่ติดเชื้อออกจากคนงานที่ไม่ติดเชื้อ ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของทาง ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกสมาคมวิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. โดยนายกวสท. ขยายความว่า ถ้าไม่มีการแยกแรงงานติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ โครงการขนาดใหญ่จะเดินหน้าต่อไม่ได้
จึงเสนอหลักการทำบับเบิ้ลแอนด์ซีลกับแคมป์คนงานออกเป็น2ส่วน ถ้าแคมป์อยู่ในไซต์งานทำบับเบิ้ลแอนด์ซีลได้ แต่ถ้าแคมป์ที่พักอยู่ด้านนอกให้แยกคนงานกลุ่มเสี่ยง และแยกคนงานออกมาดำเนินการก่อสร้างในส่วนงานก่อสร้างที่คงค้าง โดยจัดที่พักในแคมป์ไม่ต้องไปกลับ แต่ต้องมีการตรวจ Swab 100% ในช่วง 14 วันและเร่งฉีดวัคซีน
ผึ้งแตกรัง! สั่งปิดแคมป์ คนงานหนีกลับตจว. เช็กพิกัด 409 แคมป์ก่อสร้างกทม. 62,000 แรงงาน