แม้ว่า ตอนนี้ จะยังไม่มีการเพิ่มมาตรการปิดเมืองแบบอู่ฮั่น แต่ที่ จ.ปทุมธานี เดินหน้าดูแลประชาชนในเบื้องต้นไปแล้ว เช่น การเปิดโรงครัวกระจายอาหารให้ผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องกักตัวที่บ้าน จุดที่ทีมข่าวลงพื้นที่ คือ โรงครัว ใน เทศมนตรีเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี โรงครัวนี้ ขับเคลื่อนด้วยเงินบริจาคของประชาชน
นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองบึงยี่โถ เล่าว่า คนในตำบลบึงยี่โถ ส่วนใหญ่เป็นบ้านจัดสรร เมื่อติดโควิดและต้องกักตัว จึงตัดสินใจเปิดโรงครัวเพื่อแจกจ่ายอาหารไปดูแล
ตอนแรกทำขึ้นเล็กๆเพราะมีคนติดเชื้อแค่หลับสิบคน ต่อมาติดเชื้อเพิ่มเป็นหลักร้อย ตอนนี้ค่าวัตถุดิบทำอาหารต่อวันอยู่ที่ 6,500 บาท จึงเริ่มมีประชาชนกลุ่มอื่นๆมาบริจาคเงิน บางคนทำอาหารแห้ง และ วัตถุดิบมาให้ ทำให้ต้นทุนการทำอาหารเหลือวันละ 3,500 บาท
ส่วนสาเหตุที่ต้องเปิดรับบริจาคจากประชาชน นายรังสรรค์ บอกว่า ในช่วงเริ่มทำโรงครัวการเบิกจ่ายงบประมาณ ไม่สามารถเบิกค่าอาหารได้ ส่วนตอนนี้มีการปรับให้เบิกได้แล้ว แต่เงินที่ได้บริจาคมายังเหลืออยู่ ทำให้ตัดสินใจว่าจะใช้ให้หมดก่อน
พีพีทีวี พูดคุยเพิ่มเติมกับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เรื่องการเตรียมแผนรับรองดูแลประชาชน ได้คำตอบว่า ตอนนี้ทำได้แค่ จัดอาหารส่งไป ช่วยประสานหาเตียง และเป็นหูเป็นตาดูแลประชาชน ยังไม่สามารถวางแผนเป็นระบบ ว่า หากปิดเมืองแบบอู่ฮั่นจะทำอย่างไร เนื่องจาก
รัฐบาลและ ศบค. ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนี้ หากจะวางแผนเองก่อน ก็ไม่รู้ว่าจะใช้งบประมาณส่วนใดได้บ้าง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ยังบอกอีกว่า การวางแผนล่วงหน้าเป็นเรื่องดี แต่รัฐควรชี้แจงและแจ้งแนวทางมาก่อน เพราะ แต่ละท้องถิ่นมีศักยภาพไม่เท่ากัน หากไม่มีความชัดเจนก็เป็นเรื่องยากที่จะสำเร็จ
ส่วนสิ่งที่ทำได้เลยตอนนี้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ บอกว่า กระจายหน่วยตรวจคัดกรองโควิดเชิงรุก ด้วย Rapid Antigen Test ไปตรวจให้ประชาชน หากผลเป็นบวกก็จะให้กักตัวอยู่ที่บ้านก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่จะเข้าไปฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ และดูแลเรื่องอาหารและยา
ส่วนสัปดาห์หน้าเตรียมแจกถุงรอดชีพ ซึ่งมีทั้งข้าวสารอาหารแห้ง ยา อุปกรณ์วัดไข้ และเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด ให้กับประชาชน ที่ต้อง Home Isolation ที่กำลังจะเป็นแนวทางหลักในการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มสีเขียว เพราะตนมองว่าไม่ควรนำผู้ป่วยกลุ่มนี้ไปไว้ที่โรงพยาบาลสนาม เพราะอาจทำให้อาการทรุดลงได้