ทีมข่าวสำรวจโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร จำนวน 4 แห่ง พบว่าเกือบทุกแห่งมี เห็นความวุ่นวายหน้าห้องฉุกเฉิน เช่นที่โรงพยาบาลตากสิน พยาบาลส่วนหนึ่งต้องคัดกรอง และตรวจคนไข้อยู่หน้าห้อง ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความเร่งรีบ ส่วนคนมามใช้บริการนั่งรอหน้าห้องฉุกเฉินเกือบเต็มพื้นที่
โดยโรงพยาบาลกลาง ไม่เห็นความวุ่นวายเหมือนจุดอื่น แต่พบว่าหน้าห้องฉุกเฉิน มีการกางเต็นท์ ในเต็นท์มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งนอนพักรักษาตัว
ขณะที่แผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลราชวิถี ก็มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งนอนพักรักษาตัวอยู่ข้างนอกห้องฉุกเฉินเช่นกัน มีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ทีมข่าว PPTV สอบถามเรื่องนี้ไปยัง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย โดย นพ.สันต์ ยืนยันว่า สถานการณ์ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครตอนนี้ อยู่ในสภาพคล้าย ๆ กัน คือรับภาระมากไป และไม่สามารถดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินตามบริบทที่ห้องฉุกเฉินควรจะเป็น เพราะนอกจากบุคลากรส่วนหนึ่งที่ถูกเกณฑ์ไปช่วยงานแผนกโควิดแล้ว พื้นที่บางส่วนของห้องฉุกเฉินก็ถูกใช้งานเพื่อรักษาผู้ป่วยโควิด จึงทำให้ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการวิกฤตจริง ๆ ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มประสิทธิภาพ สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะความล้มเหลวของกรุงเทพมหานคร ที่ไม่ยอมสร้างระบบกักตัวผู้ติดเชื้อจากชุมชนตั้งแต่แรกเริ่ม และ ส่งผลให้ทีมแพทย์จากต่างจังหวัดต้องระดมกำลังเข้าเมืองมาช่วย
นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า โดยปกติแผนกฉุกเฉินไม่สามารถปฎิเสธผู้ป่วยวิกฤตได้ แม้จะรับไม่ไหวแล้วก็ตาม ทำให้เห็นภาพที่คนไข้ล้นออกมานอนรอหน้าห้องฉุกเฉินจำนวนมาก
ทีมข่าวสอบถามอาสากู้ภัยบางบอน ยืนยันว่า ตอนนี้ไม่สามารถนำผู้ป่วยอาการหนักไปส่งหน้าห้องฉุกเฉินได้ เพราะหากไม่ได้รับการยืนยันจากโรงพยาบาลก่อน เมื่อไปถึงผู้ป่วยต้องรอนาน และอาจไม่สามารถนำผู้ป่วยลงจากรถ
ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค วิเคราะห์สถานการณ์ ในกทม.ว่า ขณะนี้มีสัญญาณชะลอตัวลงแล้ว ด้วยเหตุผล 2 ประการใหญ่คือ มีการระบาดก่อน และมีการฉีดวัคซีนได้จำนวนมาก ส่วนพื้นที่ที่จะยังมีระบาดต่อไปอีกระยะหนึ่งคือ พื้นที่จังหวัดปริมณฑล เนื่องจากการฉีดวัคซีนยังน้อย
เช่นเดียวกับ พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. วันนี้ ได้แถลงถึงสถานการณ์ผู้ป่วยในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมองว่า ขณะนี้ อัตราการรอเตียงสีเขียว กราฟเริ่มปักหัวลง
สวทช. พัฒนาวัคซีนโควิด-19 แบบพ่นจมูก เตรียมทดสอบในมนุษย์ปลายปีนี้
โดยขณะนี้ หน่วยปฐมภูมิกว่า 200 หน่วย รับผู้ป่วยเข้าระบบ HI แล้วเกือบ 1 แสนคน ส่วน CI ขณะนี้มี 67 แห่ง เปิดแล้ว 53 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ 14 แห่ง ขยายศักยภาพเตียงใน กทม.ทุกเขต 8800 กว่าเตียง
ทั้งนี้ในส่วนที่ต้องเดินหน้าต่อให้เร็วคือ การฉีดวัคซีน เนื่องจากล่าสุด การวิเคราะห์ตัวเลขผู้เสียชีวิต ตั้งแต่ 18 กรกฏาคม ถึง 7 สิงหาคม 2,400 กว่าคน พบว่า มีมากถึง 800 คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนเสียชีวิตจากการติดเชื้อหลังฉีดวัคซีนไปแล้ว 1 เข็ม 231 คน เสียชีวิตจากการติดเชื้อหลังฉีดวัคซีนไปแล้ว 2 เข็ม13 คน ซึ่งคิดเป็น 0.5% แสดงให้เห็นว่าการฉีดวัคซีนยังลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตได้ จึงเป็นข้อสรุปของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง 7 โรคให้ได้โดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ขณะนี้ กรุงเทพมหานครได้ตั้งจุดตรวจโควิด หลัก 6 จุด ซึ่งจะมีการตรวจต่อเนื่องทุกวัน ซึ่งสามารถไปทำการตรวจแบบ Antigen Test Kit ได้ ประกอบด้วย
1. ลานกีฬาพัฒน์ 2 ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี ให้บริการ 500 คนต่อวัน จองคิววันต่อวันหน้าจุดตรวจตั้งแต่เวลา 06.30 น.
2. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ ให้บริการ 1,000 คนต่อวัน จองคิววันต่อวันหน้าจุดตรวจตั้งแต่เวลา 07.00 น.
3. สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตมีนบุรี ให้บริการ 700 คนต่อวัน จองคิววันต่อวันหน้าจุดตรวจตั้งแต่เวลา 06.00 น.
4. ศูนย์สร้างสุขทุกวัย สวนลุมพินี เขตปทุมวัน ให้บริการ 500 คนต่อวัน จองคิวล่วงหน้า 1 วัน ผ่าน App “QueQ” ตั้งแต่เวลา 07.00 น.
5. ใต้สะพานพระราม 8 เขตบางพลัด ให้บริการ 400 คนต่อวัน จองคิวล่วงหน้า 1 วัน ผ่าน App “QueQ” 200 คิว ตั้งแต่เวลา 08.00 น. และจองคิววันต่อวันหน้าจุดตรวจ 200 คิว ตั้งแต่เวลา 07.30 น.
6. ตลาดบางแคภิรมย์ เขตบางแค ให้บริการ 600 คนต่อวัน จองคิววันต่อวันหน้าจุดตรวจ ตั้งแต่เวลา 08.00 น.