โรคตับอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่ก็มีโอกาสติดต่อกันได้ ทั้งจากการรับประทานอาหาร การสัมผัสกับสิ่งปนเปื้อน การมีเพศสัมพันธ์ และการส่งต่อจากแม่สู่ลูก ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถช่วยป้องกันโรคตับอักเสบที่เกิดจากไวรัสบางชนิดได้ แต่สำหรับไวรัสบางชนิดก็เป็นต้นตอของการไปสู่มะเร็งตับได้ มาทำความรู้จักกันก่อนว่า มีกี่ชนิด และติดต่อกันได้อย่างไรบ้าง
เจาะลึกมะเร็ง ลามกระดูกหัก อายุ 40 ต้องระวัง ไม่ใช่แค่ตับ ความเสี่ยงไวรัสตับอักเสบบีโอกาสสู่มะเร็ง
ไวรัสตับอักเสบมี 5 ชนิด ได้แก่
-ไวรัสตับอักเสบ เอ
การติดต่อ : ทางอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค
อาการ : ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาเจียน ดีซ่าน
-ไวรัสตับอักเสบ บี
การติดต่อ : ทางเลือด เพศสัมพันธ์ จากมารดาสู่บุตร
อาการ : ตับอักเสบรุนแรง อาจพัฒนาไปเป็นโรคตับ มะเร็งตับ
-ไวรัสตับอักเสบ ซี
การติดต่อ : ทางเลือด เพศสัมพันธ์
อาการ : ตับอักเสบเรื้อรัง จนกลายเป็นตับแข็ง มะเร็งตับได้
-ไวรัสตับอักเสบ ดี
การติดต่อ : ทางเลือด กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B
อาการ : ตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยตับเรื้อรังรุนแรงเสี่ยงเสียชีวิตได้
-ไวรัสตับอักเสบ อี
การติดต่อ : เกิดจากทานอาหารที่ปรุงไม่สุก เช่น เนื้อหมู สัตว์ปีก
อาการ : ตาเหลือง ตัวเหลือ อ่อนเพลีย
โดยไวรัสที่เป็นปัญหาสำคัญในบ้านเรา คือ ไวรัสตับอักเสบ “บี” และ “ซี” เพราะทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง จนเป็นมะเร็งตับตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
ซึ่งประเทศไทยคาดว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ประมาณร้อยละ 5 หรือ ประมาณ 3 ล้านคน ส่วนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี มีประมานร้อยละ 1-2 หรือ ประมาน 1 ล้านคน
เปิดลงทะเบียนวัคซีนโควิด บูสเข็ม 3“ไฟเซอร์”ผ่านเครือข่ายมือถือ เริ่ม 16 ธ.ค.นี้
อาการหลังติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
จะเกิดภาวะตับอักเสบ ส่งผลให้ตับทำงานผิดปกติ มีอาการตับบวมโต ร่างกายอ่อนเพลีย
อาการตับอักเสบเฉียบพลันจากการติดเชื้อไวรัส
อาการที่พบมากๆ ได้แก่ อ่อนเพลีย จุกแน่นใต้ชายโครงขวา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ ร่วมกับการมีคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสีย ปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานร่างกายของแต่ละคนด้วย
ไวรัสตับอักเสบบี
อาจทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับและทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด ตับแข็งและบางรายอาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งตับได้
การป้องกัน
-ฉีดวัคซีนป้องกันตั้งแต่แรกเกิด
-กรณีเด็กโตและผู้ใหญ่ ควรตรวจเลือดก่อนรับวัคซีน
การรักษา
ไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสหายเอง เพราะบางรายมีเชื้อแต่ไม่มีอาการ ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับประทานยา แต่ต้องติดตามการทำงานของตับ แต่สำหรับผู้ที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง อาจต้องใช้ยารักษา ซึ่งมีทั้งแบบฉีดและรับประทาน
ไวรัสตับอักเสบซี
ส่วนใหญ่หลังติดเชื้อแล้วภายในเวลา 10 ปีแรกจะไม่มีอาการ จนทำให้เป็นตับอักเสบแบบเรื้อรัง หากไม่รีบตรวจหาและไม่ได้รับการรักษา อาจจะกลายเป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ และเสียชีวิตในที่สุด
การป้องกัน
ห้ามพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ใช้เข็มฉีดยา มีดโกนหนวด แปรงสีฟันร่วมกัน, สวมถุงมือถ้าต้องสัมผัสเลือด, ใช้ถุงยางอนามัยหากมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
การรักษา
ไวรัสตับอักเสบซี มีโอกาสหายเองได้ ประมาณร้อยละ 15-20 ทั้งนี้การรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี แพทย์จะพิจารณาตามภาวะของโรคและโรคร่วมต่างๆ ที่ผู้ป่วยเป็น
การดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ
-ออกกำลังกายแบบเบาๆ ได้ แต่ไม่ควรหักโหม
-พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด
-งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
-พบแพทย์ตามนัดหมาย ตรวจค่าเลือด เช็กประสิทธิภาพการทำงานของตับเป็นระยะ
-รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
อย่างไรก็ตาม ควจการป้องกันไว้ก่อน ด้วยการตรวจหาภูมิคุ้มกัน พร้อมกับการรับวัคซีนก็จะช่วยให้เรามั่นใจและปลอดภัยจากโรคนี้มากขึ้น
รู้จัก “ฮันติงตัน”โรคทางกรรมพันธุ์จากความเสื่อมของระบบประสาท
ปลอกหมอน & ผ้าปูที่นอน ที่ไม่ซัก ต้นเหตุของโรคภูมิแพ้ หอบหืด
สาธารณสุข เผย ไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สถิติล่าสุดสูงถึง 1.3 แสนคนต่อปี
ที่มา รพ.เปาโล, รพ.ศิครินทร์, รพ.บำรุงราษฎร์, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล