นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก หมอเจด ให้ความรู้เกี่ยวกับ “ไวรัสตับอักเสบบี” กับความเสี่ยงต่อโรคตับแข็งและมะเร็งตับ โดยระบุว่า มะเร็งตับไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นผลจากการสะสมของการอักเสบในตับเป็นเวลานานหลายสิบปี โดยเมื่อร่างกายติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อจะทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับแบบเรื้อรัง ร่างกายจึงพยายามซ่อมแซมตัวเองอยู่ตลอด จนเกิดการสร้างพังผืดสะสมในตับ และเมื่อพังผืดมากขึ้นก็จะเข้าสู่ภาวะตับแข็ง
ก่อนที่เซลล์บางส่วนอาจเกิดความผิดปกติของสารพันธุกรรมหรือ DNA จนพัฒนาเป็นมะเร็งตับ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลานานประมาณ 15-30 ปี โรคร้ายแรงจากไวรัสตับอักเสบบีที่พบได้หลัก ๆ ได้แก่ ตับแข็ง ตับวายเฉียบพลัน และมะเร็งตับ โดยอาการที่อาจพบได้ เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือจุกแน่นบริเวณชายโครงขวา
คนไทยหลายล้านคนอาจมีเชื้อโดยไม่รู้ตัว
นพ.เจษฎ์ ระบุว่า มะเร็งตับเป็นหนึ่งในมะเร็งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตสูงที่สุด โดยมีสาเหตุสำคัญจากไวรัสตับอักเสบบีและซี ปัจจุบันคาดว่าคนไทยประมาณ 5-10% เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือยังมีเชื้ออยู่ในร่างกาย คิดเป็นจำนวนหลายล้านคน ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองมีเชื้ออยู่ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง จะมีความเสี่ยงเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเบาหวาน มีภาวะอ้วนลงพุง หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซินจากเชื้อรา
ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อได้ 4 ช่องทางหลัก
- การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกระหว่างคลอด
- ทางเลือด เช่น ใช้เข็มร่วมกัน รับเลือด สักหรือใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาด
- ทางเพศสัมพันธ์
- การใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ หรือแปรงสีฟัน ส่วนการกอด จับมือ กินอาหารร่วมกัน หรือการไอจาม ไม่ทำให้ติดเชื้อ
วัคซีนป้องกันได้มากกว่า 95%
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีสามารถป้องกันการติดเชื้อได้มากกว่า 95% ปัจจุบันทารกแรกเกิดในประเทศไทยจะได้รับวัคซีนภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อลดโอกาสติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
สำหรับเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีน หรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรได้รับวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม โดยเฉพาะกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับเลือด และผู้ป่วยฟอกไต ทั้งนี้ วัคซีนมีไว้เพื่อ “ป้องกัน” เท่านั้น ไม่สามารถรักษาผู้ที่ติดเชื้อแล้วได้
แนะคนเกิดก่อนปี 2535 รีบตรวจคัดกรอง
กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี เพื่อลดปัญหาตับแข็งและมะเร็งตับ โดยตั้งเป้าคัดกรองประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 และกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งสามารถใช้เพียงบัตรประชาชนเข้ารับการตรวจได้
การตรวจเลือดจะช่วยดูว่า
- มีเชื้อไวรัสอยู่หรือไม่
- เคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่
- มีภูมิคุ้มกันแล้วหรือยัง
หากตรวจพบเร็ว จะสามารถติดตามรักษา และลดโอกาสเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคตได้
“พาหะ” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย
หมอเจด อธิบายว่า ผู้ที่เป็นพาหะ คือคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกาย แต่ร่างกายยังควบคุมเชื้อได้ ทำให้ยังไม่มีอาการชัดเจน และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผู้ที่เป็นพาหะยังมีความเสี่ยงเกิดตับแข็งและมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น อายุเพิ่มขึ้น ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเบาหวาน มีไขมันพอกตับ หรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ
แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ที่เป็นพาหะตรวจติดตามสม่ำเสมอ ทั้งการตรวจเลือด ตรวจค่ามะเร็งตับ และอัลตราซาวด์ตับทุก 6 เดือน รวมถึงงดแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงสมุนไพรหรือยาที่ไม่ผ่านการรับรอง และระวังการใช้ยาที่อาจมีผลต่อตับ
คนในบ้านควรตรวจภูมิและฉีดวัคซีน
สำหรับคนในครอบครัวที่อยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อหรือผู้ที่เป็นพาหะ ควรตรวจภูมิคุ้มกันก่อน หากยังไม่มีภูมิ ควรฉีดวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ และแปรงสีฟัน นอกจากนี้ หากมีบาดแผลควรสวมถุงมือทุกครั้ง และควรใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ส่วนการกินอาหารร่วมกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน การกอด หรือจับมือ ยังสามารถทำได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องแยกผู้ป่วยออกจากครอบครัว
สัญญาณอันตรายต้องรีบพบแพทย์
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- ปัสสาวะสีเข้มเหมือนน้ำชา
- ท้องโตผิดปกติ
- อ่อนเพลียมาก
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ปวดจุกแน่นชายโครงขวา
- อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ
ฉะนั้นการตรวจสุขภาพตับปีละ 1 ครั้ง ทั้งการตรวจเลือด อัลตราซาวด์ และคัดกรองมะเร็งตับ เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่รู้สถานะของตัวเอง ควรรีบเข้ารับการตรวจ เพราะหากพบเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงโรครุนแรงในอนาคตได้อย่างมาก
หมอเจด ยังได้กล่าวขอขอบคุณ อาจารย์เก๋พารวย เพจผ่าม ที่ออกมาเล่าเรื่องราวนี้และตนเองขอให้กำลังใจให้ต่อสู้กับโรคนี้ แล้วก็อยากจะให้ทุกคนที่หันมาดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะจริง ๆ แล้วเนี่ยผมอยากจะบอกว่า แค่คุณรู้สึกที่จะอยากดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่วันนี้เนี่ย มันจะช่วยลดโรคที่อันตรายกับคุณในอนาคตได้ ส่วนคนที่อ่านแล้วยังไม่รู้สถานะตัวเอง สามารถหยิบบัตรประชาชนใบเดียวไปตรวจที่สถานีอนามัย ไปตรวจที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งตรงนี้เนี่ยถ้าคุณเข้าเกณฑ์ ก็สามารถรับการตรวจฟรีได้เลย