ทีมข่าวพีพีทีวีได้พูดคุยกับ 1 ใน ผู้ร่วมเดินทางไปกับคณะดังกล่าว เธอชื่อว่า นางนาซือเราะ เจะฮะ เป็นชาวปัตตานี ซึ่งขณะนี้กำลังกักตัวอยู่ที่บ้านเป็นวันที่ 7 แล้ว หลังพบคนในคณะติดเชื้อโควิด เธอยอมรับว่า กังวลมาก แต่ก็คลายกังวลไปบ้างเมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผู้ที่ติดเชื้อโอมิครอนอยู่คนละกลุ่ม และขึ้นเครื่องกลับไทยคนละไฟลท์
เมื่อชาวต่างชาติเข้าประเทศ ทุกคนจะโหลดแอพลิเคชั่น Tawakalna ลักษณะเหมือนแอปพลิเคชันหมอพร้อมของไทย ซึ่งจะมีข้อมูลการฉีดวัคซีน การเตือนเมื่อกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง และการเช็คอินสถานที่
"เช็ก 5 อาการโอมิครอน" ที่แพทย์ตรวจพบในกลุ่มผู้ติดเชื้อโควิด
โดยก่อนเข้ามัสยิด ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจในโทรศัพท์ทุกครั้ง โดยเมื่อเข้าไปในมัสยิดแล้ว ทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ห้ามถอด ห้ามรวมกลุ่มกัน และจำกัดจำนวนคน อย่างที่มัสยิดในเมืองเมกกะ จำกัดที่รอบละ 1,500 คน ซึ่งถือว่า น้อยมาก เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติ
นางนาซือเราะ บอกว่า ส่วนตัวคิดว่า จุดที่อาจจะเป็นช่องโหว่ทำให้คนในคณะติดเชื้อโควิด คือช่วงบินกลับประเทศไทย เพราะบินนานกว่า 8 ชั่วโมง มีผู้โดยสารหลายเชื้อชาติเต็มเครื่อง บางคนไม่ใส่หน้ากากอนามัย ระหว่างบินก็มีการถอดหน้ากากอนามัยเพื่อกินข้าว 2 ครั้ง จึงเชื่อว่า เป็นจังหวะที่สามารถรับเชื้อได้
WHO ออกคำแนะนำฉบับเต็ม ฉีดวัคซีนโควิด 19 ต่างชนิด ทั้ง " สูตรไขว้-เข็มกระตุ้น"
“โอมิครอน” แซงหน้า “เดลตา” กลายเป็นโควิด-19 สายพันธุ์หลักในสหรัฐฯ
นางนาซือเราะ แนะนำวิธีการประกอบพิธีกรรมทางศานาสำหรับชาวไทยมุสลิม หากจะเดินทางไปทำพิธีต่างประเทศ โดยย้ำว่า ถึงแม้คนจะไม่ได้หนาแน่นเท่าแต่ก่อน เพราะสถานการณ์โควิด แต่ขอให้งดการรวมตัวกับคนชาติอื่นไว้ก่อน พยายามเกาะกลุ่มกับเพื่อนที่ร่วมเดินทางไป หรือการประกอบพิธีละหมาดก็ไม่ไปอยู่ในจุดที่คนหนาแน่น และเคร่งครัดเรื่องมาตรการก็จะช่วยได้