นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก หมอเจด ถึงกรณีของ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ที่เคยตรวจพบค่า LDL พุ่งสูงเกือบ 300 ทั้งที่ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และลองปรับพฤติกรรมการกินอย่างจริงจัง แม้ช่วงหนึ่งจะกินอาหารวีแกนนานกว่า 1 เดือนและตัวเลขลดลงเล็กน้อย แต่เมื่อกลับมาใช้ชีวิตปกติ ค่า LDL ก็กลับมาสูงอีกครั้ง ก่อนจะพบว่ามีสาเหตุสำคัญจาก “พันธุกรรม” เพราะคนในครอบครัวมีประวัติไขมันสูงและโรคหัวใจ
กรณีนี้สะท้อนว่า หลายคนยังเข้าใจผิดว่า หากออกกำลังกายสม่ำเสมอ รูปร่างดี หรือกินคลีน ค่าไขมัน LDL จะต้องปกติเสมอ ทั้งที่ความจริงแล้ว “ไขมันเลว” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว
LDL สูง ไม่ได้แปลว่ากินไม่ดีเสมอไป
เมื่อเห็นผลเลือดว่า LDL สูง หลายคนมักโทษตัวเองทันทีว่าเป็นเพราะกินอาหารไม่เหมาะสม แต่ในความเป็นจริง “พันธุกรรม” มีบทบาทสำคัญมาก โดยเฉพาะภาวะ Familial Hypercholesterolemia (FH) ซึ่งเป็นโรคไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม ทำให้ร่างกายกำจัด LDL ออกจากกระแสเลือดได้ไม่ดี ส่งผลให้มีค่า LDL สูงตั้งแต่อายุน้อย แม้จะออกกำลังกายหรือดูแลสุขภาพดีเพียงใดก็ตาม
คนผอมก็มีไขมันสูงได้
รูปร่างภายนอกไม่ได้สะท้อนสุขภาพหลอดเลือดเสมอไป เพราะแม้บางคนจะผอม ฟิต หรือวิ่งมาราธอนเป็นประจำ ก็ยังมีค่า LDL สูงระดับ 200–300 ได้ เนื่องจากไขมันในเลือดเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งการทำงานของตับ ฮอร์โมน ภาวะอักเสบ และพันธุกรรม
บางคนภายนอกดูแข็งแรง แต่ภายในหลอดเลือดอาจเริ่มมีคราบไขมันสะสมแล้วโดยไม่รู้ตัว
LDL หรือ Low-Density Lipoprotein คือไขมันชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ลำเลียงคอเลสเตอรอลไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่หากมีมากเกินไป ไขมันชนิดนี้จะเริ่มสะสมตามผนังหลอดเลือด ก่อให้เกิดการอักเสบและกลายเป็นคราบไขมันในที่สุด
ภาวะดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด เส้นเลือดสมองตีบ และหัวใจวาย โดยสิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคนแทบไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า
ออกกำลังกายช่วยได้ แต่บางกรณีก็ลด LDL ได้ไม่มาก
แม้การควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะช่วยลด LDL ได้จริง แต่ในผู้ที่มีปัญหาจากพันธุกรรม ร่างกายอาจยังสร้างหรือกำจัด LDL ได้ผิดปกติ ทำให้ลดลงได้เพียงประมาณ 10–20% เท่านั้น ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาร่วมด้วย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยดูแลตัวเองไม่ดี แต่เป็นข้อจำกัดทางชีววิทยาของร่างกาย
กินวีแกนช่วยลด LDL ได้จริงหรือไม่
อาหารวีแกนสามารถช่วยลด LDL ได้ในระดับหนึ่ง เพราะมักมีไฟเบอร์สูงและไขมันอิ่มตัวต่ำ แต่หากสาเหตุหลักมาจากพันธุกรรม แม้ค่า LDL จะลดลงช่วงแรก สุดท้ายร่างกายก็ยังอาจผลิต LDL ในระดับสูงอยู่ดี
หลายคนจึงพบว่าค่าไขมันลดลงเพียงชั่วคราว ก่อนกลับมาสูงอีกครั้งเมื่อกลับมาใช้ชีวิตตามปกติการประเมินความเสี่ยง ไม่ได้ดูแค่ตัวเลข LDL แพทย์ไม่ได้พิจารณาเฉพาะระดับ LDL เพียงอย่างเดียว แต่จะดูปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่น ๆ ด้วย เช่น การสูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อายุ รวมถึงประวัติครอบครัว
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มี LDL 160 แต่สูบบุหรี่และเป็นเบาหวาน อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนที่มี LDL 200 แต่ไม่มีโรคร่วม โดยเฉพาะผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือเคยผ่าตัดบายพาสหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ควรได้รับการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด
โรคหลอดเลือดมักไม่ส่งสัญญาณเตือน
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ “ค่าไขมันสูง” แต่คือการที่หลายคนคิดว่าตัวเองยังแข็งแรง จึงไม่เคยตรวจเพิ่มเติม ทั้งที่หลอดเลือดอาจเริ่มตีบไปแล้วโดยไม่มีอาการ หลายกรณีมารู้ตัวอีกครั้งเมื่อเกิดภาวะรุนแรง เช่น หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือจำเป็นต้องสวนหัวใจ
วิธีช่วยลด LDL และดูแลหลอดเลือด
- ลดอาหารไขมันอิ่มตัวและอาหารแปรรูป เช่น ของทอด เนื้อแปรรูป และเบเกอรี่
- เพิ่มไฟเบอร์จากผัก ถั่ว ข้าวโอ๊ต และธัญพืช เพื่อช่วยลดการดูดซึมไขมัน
- รับประทานปลาและอาหารที่มีโอเมก้า-3 ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แม้ LDL จะไม่ลดลงมาก แต่ช่วยเสริมสุขภาพหัวใจ
- หากมีประวัติครอบครัวไขมันสูงหรือโรคหัวใจ ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ
- ไม่ควรกังวลหรือปฏิเสธการใช้ยา หากแพทย์ประเมินแล้วว่าจำเป็น
ค่า LDL สูงไม่ได้หมายความว่าเจ้าตัวดูแลสุขภาพไม่ดีเสมอไป เพราะบางครั้งต้นเหตุสำคัญคือ “พันธุกรรม” และแม้จะออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารอย่างดี ร่างกายก็อาจยังจัดการไขมันได้ผิดปกติ
สิ่งสำคัญคือไม่ควรประเมินสุขภาพจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะโรคหลอดเลือดมักไม่แสดงอาการเตือน การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอและดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ คือวิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด