กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดแถลงข่าวถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา โดยแพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นายแพทย์โรม บัวทอง รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค หลังเกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola) ระลอกใหม่ในภูมิภาคแอฟริกา โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และสาธารณรัฐยูกันดา
พบผู้ป่วยต้องสงสัยมากกว่า 600 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 160 ราย อีกทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังได้ประกาศให้สถานการณ์นี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เนื่องจากโรคดังกล่าวเป็นโรคติดเชื้อรุนแรง มีการแพร่ระบาดรวดเร็ว และมีอัตราการเสียชีวิตสูง
แพทย์หญิงจุไร เปิดเผยว่า ขณะนี้ประชาชนจำนวนมากมีความกังวลว่าโรคอีโบลาจะมีโอกาสแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ รวมถึงต้องป้องกันตัวอย่างไร จึงขอชี้แจงข้อมูลสำคัญและการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เดือนเมษายน มีรายงานการระบาดของโรคฮันตาบนเรือสำราญ แต่ล่าสุดถือเป็นข่าวดี เนื่องจากไม่พบการแพร่กระจายไปทั่วโลก ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม มีรายงานการระบาดของโรคอีโบลา ซึ่งไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบการระบาดในทวีปแอฟริกามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน
ล่าสุดในปี 2569 พบการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบไม่บ่อย แต่ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ โดยข้อมูล ณ วันที่ 17 พฤษภาคม พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 254 ราย และมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อแล้วกว่า 160 ราย จึงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และย้ำว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยทั้งรายสงสัย และรายยืนยัน
โฆษกกรมควบคุมโรค อธิบายอีกว่า ไวรัสอีโบลา เป็นเชื้อในกลุ่มไข้เลือดออกจากไวรัส พบการระบาดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา และผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถเดินทางได้ ทำให้ที่ผ่านมา การระบาดยังจำกัดอยู่ในแอฟริกาเป็นหลัก สำหรับต้นตอของโรค เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมี “ค้างคาวผลไม้” เป็นแหล่งรังโรค และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ โดยค่าความสามารถในการแพร่กระจายของโรคอยู่ที่ประมาณ 1.95 ซึ่งแม้จะเกิน 1 และสามารถระบาดได้ แต่ถือว่ายังแพร่ได้ไม่รวดเร็วเท่าโรคระบบทางเดินหายใจ
อีโบลามีทั้งหมด 6 สายพันธุ์ แต่ที่มีความสำคัญต่อมนุษย์มี 4 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ “แซอีร์” มีวัคซีน และยารักษาแล้ว ส่วนสายพันธุ์อื่น รวมถึงสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในขณะนี้ ยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษา ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-9 เดือนในการพัฒนา จึงเป็นเหตุให้หลายประเทศทั่วโลกจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ โรคอีโบลาติดต่อผ่านสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ไม่ได้แพร่ผ่านการไอ จาม หรือฝอยละอองเหมือนโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ จึงทำให้การแพร่กระจายเกิดได้ช้ากว่า โดยระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 2-21 วัน อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40-80 จากสถานการณ์ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็น “ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ” เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 แต่ยังยืนยันว่า ยังไม่ถึงขั้นแพร่กระจายไปทั่วโลกแบบโควิด-19
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้อยู่ในระดับเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมในทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคอีโบลาเป็น “เขตติดโรค” เพื่อยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยกำหนดให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา เป็นพื้นที่ติดโรค มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569
มาตรการหลักประกอบด้วย การคัดกรองผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศอย่างเข้มงวดจากทั้ง 2 ประเทศ การเฝ้าระวังในสนามบิน ด่านชายแดน และสถานพยาบาลทั่วประเทศ พร้อมจัดทีมสอบสวนควบคุมโรคที่สามารถตอบโต้สถานการณ์ได้ทันที รวมถึงมีห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อที่ได้มาตรฐานสากลรองรับ
ส่วนแนวทางเฝ้าระวัง และสอบสวนโรค จะพิจารณาจากอาการเบื้องต้น เช่น มีไข้สูง และมีประวัติเสี่ยง อาทิ เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด ซึ่งขณะนี้มี 2 ประเทศหลัก แต่หากพบการระบาดในประเทศอื่นเพิ่มเติม ก็จะมีการขยายรายชื่อพื้นที่เสี่ยงทันที รวมถึงผู้ที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย หรือสัมผัสสัตว์ป่า เช่น ค้างคาว หนู ลิง และสัตว์กีบจากพื้นที่ระบาด ก็จะถูกเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
ขณะที่ นายแพทย์โรม เปิดเผยถึงมาตรการเฝ้าระวังเชื้อไวรัสอีโบลา ว่า ขณะนี้ผู้เดินทางทุกคนต้องผ่านการตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เขตติดโรคติดต่ออันตราย 2 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และยูกันดา ส่วนผู้เดินทางทั่วไป ทีมสาธารณสุขจะติดตามตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายทุกวัน พร้อมให้รายงานอาการอย่างต่อเนื่อง
โดยตั้งแต่สนามบินต้นทาง ผู้โดยสารจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพและประเมินความเสี่ยง หากมีอาการป่วยหรือเข้าข่ายเสี่ยง จะไม่สามารถเดินทางได้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้ประกาศให้ผู้เดินทางจาก 2 ประเทศดังกล่าว ลงทะเบียนกรอกประวัติการเดินทางและข้อมูลสุขภาพล่วงหน้า รวมถึงสายการบินจะต้องส่งรายชื่อผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ไทยตรวจสอบก่อนเดินทางถึงประเทศ และเมื่อเดินทางมาถึง จะมีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที
สำหรับมาตรการเมื่อเดินทางเข้าประเทศ แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
- “คุมไว้สังเกต” ผู้เดินทางยังสามารถใช้ชีวิตและเดินทางได้ตามปกติ แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะติดตาม วัดไข้ และตรวจอาการทุกวันเป็นเวลา 21 วัน หากพบอาการผิดปกติ เจ้าพนักงานควบคุมโรคจะส่งแยกกักที่โรงพยาบาลตามกฎหมาย และตรวจหาเชื้ออีโบลาทันที
- “กักกัน” จากด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ
- “แยกกัก” สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่ามีอาการเข้าข่ายตั้งแต่แรก
ทั้งนี้ มีการประเมินเส้นทางการเดินทางจากทั้ง 2 ประเทศมายังประเทศไทยแล้ว พบว่าไม่มีเที่ยวบินตรงเข้าสู่ประเทศไทย
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 21 พฤษภาคม พบผู้เดินทางจากเขตติดโรคอีโบลาเข้าประเทศไทยจำนวน 5 คน แบ่งเป็นจากยูกันดา 4 คน และดีอาร์คองโก 1 คน ซึ่งทั้งหมดผ่านการคัดกรองอาการป่วยแล้ว ไม่มีอาการใดๆ นับตั้งแต่วันนี้ จนครบ 21 วัน ก็ต้องมีการรายงานอาการป่วยมาต่อเนื่อง
ขณะที่ในช่วง 20 วัน ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 18 พฤษภาคม 2569 มีผู้เดินทางจากพื้นที่เขตติดโรคอีโบลาเข้าสู่ประเทศไทยรวม 126 คน ปัจจุบันยังไม่พบปัญหาใด ผู้เดินทางทั้งชาวไทย และต่างชาติให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง อาจมีการยกระดับมาตรการเพิ่มเติมได้ ส่วนผู้ที่เดินทางเข้ามาก่อนเริ่มมาตรการนั้น ทางกรมควบคุมโรคได้ประสานส่งข้อมูลให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดติดตาม ตรวจสอบแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว เนื่องจากวีซ่าอยู่ได้ไม่นาน พร้อมย้ำว่า ไวรัสอีโบลาจะแพร่เชื้อได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการเท่านั้น และสำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาก่อนเริ่มมาตรการ ได้มีการติดตามข้อมูลครบถ้วนแล้ว
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับยารักษา และวัคซีน นายแพทย์โรม ชี้แจงว่า เป็นวัคซีน และยาสำหรับเชื้ออีโบลาคนละสายพันธุ์กับที่กำลังระบาดในปัจจุบัน โดยสายพันธุ์ที่พบขณะนี้ยังไม่มียารักษาเฉพาะ การรักษาเป็นไปตามอาการ ส่วนวัคซีนที่อยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 9 เดือน