หมอเผยวัย 50+ ร่างกายเสื่อมเงียบ ภัยสุขภาพตัวจริง แนะสร้างเกราะป้องกันสำคัญ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หมอเจดเตือนวัย 50+ ภาวะร่างกายเสื่อมเงียบเป็นภัยสุขภาพตัวจริง แนะดูแลกล้ามเนื้อ กระดูก ฮอร์โมน โภชนาการ และตรวจสุขภาพเชิงลึก เพื่อลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังและชะลอวัย

นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยผ่านเพจ หมอเจด ว่า การดูแลสุขภาพในวัย 50 ปีขึ้นไป ไม่ใช่ความพยายามที่จะหยุดอายุ แต่เป็นการชะลอการสูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อ สมอง กระดูก หลอดเลือด ฮอร์โมน และประสาทสัมผัส พร้อมย้ำว่า "อายุ 50 ไม่น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือการปล่อยให้ร่างกายเสื่อมลงทีละนิด แล้วคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของอายุ"

 

หมอเจดเผยวัย 50+ “ร่างกายเสื่อมเงียบ” ภัยสุขภาพตัวจริง หมอเจด
หมอเจดเผยวัย 50+ “ร่างกายเสื่อมเงียบ” ภัยสุขภาพตัวจริง

อย่าตรวจแค่ค่าน้ำตาล ไขมัน ตับ และไต

หมอเจด ระบุว่า คนวัย 50 ปีขึ้นไปจำนวนมากตรวจสุขภาพประจำปีและรู้สึกสบายใจเมื่อผลตรวจยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ความจริงแล้วหลายโรคเริ่มก่อตัวก่อนแสดงอาการเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไตเสื่อม และไขมันพอกตับ

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูว่าผลตรวจ "ปกติหรือไม่ปกติ" แต่ต้องพิจารณาแนวโน้มของตัวเลขสุขภาพ เช่น ระดับน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี รอบเอวที่ขยายขึ้น ความดันโลหิตที่เริ่มแตะ 140 มิลลิเมตรปรอท หรือระดับ LDL ที่สูงมาก ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังเสื่อมเร็วขึ้น

คนวัย 50 ปีขึ้นไปควรวัดความดันโลหิตที่บ้าน ตรวจน้ำตาลสะสม ตรวจไขมันในเลือดอย่างละเอียด ประเมินการทำงานของไตจากเลือดและปัสสาวะ ตรวจการทำงานของตับ ภาวะโลหิตจาง วิตามินบี 12 ไทรอยด์ และวิตามินดีตามความเสี่ยง รวมถึงอาจต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือประเมินหลอดเลือดเพิ่มเติมในบางราย

หากพบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ไม่ควรหวังพึ่งอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว เพราะบางโรคจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หัวใจวาย ไตวาย หรืออัมพฤกษ์อัมพาต

พุงใหญ่ขึ้น แต่แขนขาเล็กลง สัญญาณแก่เร็วที่ไม่ควรมองข้าม

หมอเจดระบุว่า เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนแม้น้ำหนักตัวจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่กลับมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องเพิ่มขึ้น ขณะที่มวลกล้ามเนื้อลดลง ส่งผลให้แขนขาเล็กลง อ่อนแรง และเหนื่อยง่าย ภาวะดังกล่าวเรียกว่า "อ้วนแต่กล้ามน้อย" ซึ่งมีความเสี่ยงต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน ไขมันพอกตับ อาการปวดข้อ และปัญหาการทรงตัว

เป้าหมายของการดูแลสุขภาพในวัย 50 ปีขึ้นไปจึงไม่ใช่การลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลดไขมันหน้าท้องพร้อมรักษามวลกล้ามเนื้อ หากลดน้ำหนักเร็วเกินไป กินอาหารน้อยเกินไป หรือใช้ยาลดน้ำหนักโดยไม่ดูแลเรื่องโปรตีนและการออกกำลังกาย อาจทำให้น้ำหนักลดจริง แต่สูญเสียความแข็งแรงตามมา

ภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำตาลสูง ความดันโลหิตสูง หัวใจทำงานหนัก ง่วงระหว่างวัน และลดน้ำหนักได้ยาก

กล้ามเนื้อคือทุนสำรองชีวิต ไม่ใช่เรื่องของคนเล่นฟิตเนสเท่านั้น

หมอเจดระบุว่า สำหรับคนวัย 50 ปีขึ้นไป กล้ามเนื้อเปรียบเสมือนทุนสำรองของร่างกาย เพราะช่วยให้สามารถลุก เดิน ขึ้นบันได ทรงตัว และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระ เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้ที่ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย นอนหลับไม่เพียงพอ หรือมีโรคเรื้อรัง

การประเมินสุขภาพจึงไม่ควรดูเพียงน้ำหนักตัวหรือผลวัดมวลกล้ามเนื้อจากเครื่องเท่านั้น แต่ควรประเมินความสามารถในการลุกจากเก้าอี้ แรงบีบมือ การยืนขาเดียว ความเร็วในการเดิน และประวัติการหกล้มร่วมด้วย

หากพบว่ามีภาวะกล้ามเนื้อน้อย ควรค้นหาสาเหตุร่วม เช่น ภาวะขาดวิตามินดี ความผิดปกติของไทรอยด์ โรคไต หรือผลข้างเคียงจากยา โดยแนวทางสำคัญในการแก้ไขคือการฝึกเวทเทรนนิง การฝึกการทรงตัว และการได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ

ฮอร์โมนช่วยได้ในบางคน แต่ไม่ใช่ยาวิเศษ

ในวัย 50 ปีขึ้นไป หลายคนเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย นอนหลับยาก น้ำหนักเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อลดลง หรือความต้องการทางเพศลดลง จึงสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน สำหรับผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน อาจมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน นอนไม่หลับ ช่องคลอดแห้ง หรืออารมณ์แปรปรวน ซึ่งการใช้ฮอร์โมนสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ในผู้ที่มีข้อบ่งชี้และไม่มีข้อห้าม

ส่วนผู้ชาย การพิจารณาใช้ฮอร์โมนเพศชายต้องอาศัยทั้งอาการและผลตรวจ ไม่ควรตัดสินใจจากผลเลือดเพียงครั้งเดียว เพราะภาวะฮอร์โมนต่ำอาจเกิดจากการนอนน้อย โรคอ้วน การดื่มแอลกอฮอล์ หรือความเครียด ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมน

อย่ารอให้ล้มแล้วกระดูกหัก

กระดูกพรุนเป็นภาวะที่มักไม่มีอาการในระยะแรก หลายคนจึงไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง จนกระทั่งเกิดการหกล้มและกระดูกหัก โดยเฉพาะกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง ทำให้ต้องผ่าตัด นอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และไม่สามารถกลับมาเดินได้เหมือนเดิม

คนวัย 50 ปีขึ้นไปจึงควรประเมินความเสี่ยงด้านกระดูกพรุน ตรวจมวลกระดูกตามข้อบ่งชี้ รวมถึงดูแลเรื่องแคลเซียม วิตามินดี การออกกำลังกาย และการป้องกันการหกล้มควบคู่กันไป

ตรวจมะเร็งให้เหมาะกับความเสี่ยง

มะเร็งหลายชนิดในระยะเริ่มต้นอาจไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้ารับการรักษาเมื่อโรคลุกลามแล้ว คนวัย 50 ปีขึ้นไปจึงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งตามอายุ เพศ และปัจจัยเสี่ยง เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอดในผู้สูบบุหรี่ และมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย

การตรวจเลือดหาค่ามะเร็งหลายชนิดไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการคัดกรองที่ดีที่สุดเสมอไป การเลือกตรวจควรอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมและประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากนี้ ยังควรให้ความสำคัญกับการตรวจสายตา การได้ยิน และสุขภาพช่องปาก เพราะล้วนมีผลต่อคุณภาพชีวิตและการทำงานของสมองในระยะยาว

วัคซีนคือเกราะป้องกันสำคัญของคนวัย 50+

แม้หลายคนจะมองว่าวัคซีนเป็นเรื่องของเด็ก แต่เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานลดลง ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงมากขึ้น วัคซีนที่ควรพิจารณาในวัย 50 ปีขึ้นไป ได้แก่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด-19 วัคซีนป้องกันงูสวัด วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ บาดทะยัก คอตีบ ไอกรน รวมถึงวัคซีนตามปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคล

หมอเจดชี้ว่า การติดเชื้อเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียความแข็งแรงของร่างกายไปหลายเดือน ดังนั้นวัคซีนจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงป้องกันโรค แต่ยังช่วยป้องกันการสูญเสียความสามารถในการดูแลตนเองอีกด้วย

เหนื่อย เบลอ นอนไม่ดี อาจไม่ใช่เพราะอายุ

แพทย์ยังเตือนว่า อาการความจำลดลง สมองล้า ง่วงระหว่างวัน นอนไม่หลับ หรืออารมณ์แปรปรวน ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัยเสมอไป เพราะอาจเกิดจากโรคที่สามารถรักษาได้ตัวอย่างเช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ความผิดปกติของไทรอยด์ ภาวะโลหิตจาง การขาดวิตามินบี 12 โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล อาการปวดเรื้อรัง หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด

ผู้ที่กรนเสียงดัง ง่วงระหว่างวัน ตื่นมาไม่สดชื่น หรือมีคนสังเกตว่าหยุดหายใจขณะหลับ ควรได้รับการประเมินภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพราะหากปล่อยไว้จะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และภาวะความจำเสื่อม การได้ยินที่ลดลงและการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ หรือยาคลายกังวล ก็อาจเป็นสาเหตุของอาการเบลอหรือความจำแย่ลงได้เช่นกัน

หมอเจดทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญของการดูแลสุขภาพในวัย 50 ปีขึ้นไป ไม่ใช่การพยายามย้อนวัยให้กลับไปเป็นหนุ่มสาว แต่คือการรักษาความสามารถในการใช้ชีวิต การเคลื่อนไหว และการดูแลตัวเองให้ได้นานที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

ทันโลก express

ทันโลก express

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ