นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยผ่านเพจ หมอเจด ว่า หลายคนเข้าใจว่า "วัยทอง" จะเริ่มเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไปและประจำเดือนหยุดเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงบางคนเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตั้งแต่ช่วงปลายอายุ 30 ปีถึงช่วงอายุ 40 ปี ระยะนี้เรียกว่า "ก่อนวัยทอง" (Perimenopause) ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนไม่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่มีการแกว่งขึ้นลง ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ประจำเดือนผิดปกติ ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ สมองตื้อ น้ำหนักขึ้นง่าย และอารมณ์แปรปรวน
ขณะที่ผู้ชายก็สามารถมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนได้เช่นกัน แต่ลักษณะอาการมักค่อยเป็นค่อยไป และจำเป็นต้องแยกจากโรคหรือภาวะอื่นให้ชัดเจนโดยวัยทองตามธรรมชาติของผู้หญิงมักเกิดในช่วงอายุ 45–55 ปี แต่ระยะเปลี่ยนผ่านสามารถเริ่มได้ก่อนหน้านั้นหลายปี
ประจำเดือนเริ่มผิดปกติ สัญญาณแรกที่พบได้บ่อย
หนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยคือ รอบเดือนเริ่มเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นมาถี่ขึ้น ห่างขึ้น มาเร็วหรือช้ากว่าเดิม บางเดือนมีเลือดออกมากจนเพลีย หรือบางเดือนมาน้อยกว่าปกติ เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเริ่มแกว่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ประจำเดือนผิดปกติทุกกรณีจะเกิดจากวัยทอง เพราะการตั้งครรภ์ ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) โรคไทรอยด์ เนื้องอกมดลูก หรือความเครียด ก็สามารถทำให้ประจำเดือนผิดปกติได้เช่นกัน
หากมีเลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือขาดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน ใจสั่น
อาการร้อนวูบวาบเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของช่วงก่อนวัยทอง โดยจะรู้สึกร้อนขึ้นบริเวณใบหน้า ลำคอ และหน้าอก แม้อากาศไม่ได้ร้อนก็ตาม
บางรายมีเหงื่อออกมากในเวลากลางคืนจนต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า รวมถึงอาจมีอาการใจสั่น หนาวตามหลัง หรือตื่นกลางดึกหลายครั้ง ส่งผลให้พักผ่อนไม่เพียงพอ อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ และต่อเนื่องได้นานหลายปี ไม่ได้เกิดเฉพาะหลังประจำเดือนหมด
นอนไม่หลับ สมองตื้อ และอารมณ์แปรปรวน
ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยยังมีประจำเดือนอยู่ แต่เริ่มมีปัญหานอนหลับ หลับยาก ตื่นกลางดึก นึกคำไม่ออก ความจำลดลง หงุดหงิด หรือวิตกกังวลมากขึ้น
ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงสามารถส่งผลต่อการนอน อารมณ์ และสมาธิได้ แต่ก็ไม่ควรเหมารวมว่าเกิดจากฮอร์โมนทั้งหมด เพราะโรคซึมเศร้า โรคไทรอยด์ ภาวะโลหิตจาง ความเครียด และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ก็มีอาการคล้ายกัน หากส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรเข้ารับการตรวจหาสาเหตุ
น้ำหนักขึ้นง่าย และมวลกล้ามเนื้อลดลง
หลายคนพบว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น แม้รับประทานอาหารเท่าเดิม โดยเฉพาะไขมันบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งอายุที่มากขึ้น มวลกล้ามเนื้อลดลง การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ การเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องไม่ได้ส่งผลเพียงเรื่องรูปร่าง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันพอกตับ ดังนั้นการลดอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรออกกำลังกายแบบฝึกแรงต้านควบคู่กันเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ
ช่องคลอดแห้ง เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ และปัสสาวะบ่อย
เมื่อระดับเอสโตรเจนลดลง เนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะจะบางและแห้งมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการแสบ คัน ระคายเคือง เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ
อาการเหล่านี้ไม่ควรปล่อยไว้ เพราะปัจจุบันมีทั้งสารหล่อลื่น มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับช่องคลอด และการรักษาเฉพาะที่ ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ตามความเหมาะสม
ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ และกระดูกเริ่มบาง
ช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง หลายคนเริ่มมีอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ รู้สึกตึงตัว และฟื้นตัวจากการออกกำลังกายได้ช้าลงหลังหมดประจำเดือน การสูญเสียมวลกระดูกจะเกิดขึ้นเร็วขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีรูปร่างเล็ก ไม่ออกกำลังกาย ขาดวิตามินดี สูบบุหรี่ ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน จึงควรเริ่มดูแลสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อตั้งแต่ระยะก่อนวัยทอง
ผู้ชายก็มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเช่นกัน
แม้ผู้ชายจะไม่มีวัยทองแบบผู้หญิง แต่ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสามารถค่อย ๆ ลดลงตามอายุ ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย แรงตก มวลกล้ามเนื้อลดลง ไขมันหน้าท้องเพิ่ม อารมณ์เปลี่ยน ความต้องการทางเพศลดลง หรือการแข็งตัวเปลี่ยนแปลงอาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคอ้วน เบาหวาน การนอนหลับไม่เพียงพอ ภาวะซึมเศร้า ผลข้างเคียงจากยา หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้เช่นกัน
การวินิจฉัยภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ จึงต้องอาศัยทั้งอาการร่วมกับผลตรวจเลือดช่วงเช้าที่พบว่าระดับฮอร์โมนต่ำจริง และไม่ควรซื้อฮอร์โมนมาใช้เอง
เริ่มดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อฮอร์โมนกำลังเปลี่ยน
- จดบันทึกรอบเดือน อาการร้อนวูบวาบ การนอน อารมณ์ น้ำหนัก และรอบเอว เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลง
- ออกกำลังกายแบบฝึกแรงต้านสัปดาห์ละ 2–3 วัน ควบคู่กับการเดินเร็วหรือคาร์ดิโอ เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ กระดูก และระบบเผาผลาญ
- รับประทานโปรตีนให้เพียงพอจากปลา ไข่ ไก่ไม่ติดหนัง เต้าหู้ ถั่ว และนม ตามความเหมาะสม
- เพิ่มแคลเซียมจากนม โยเกิร์ต เต้าหู้ งา และปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งกระดูก พร้อมรับวิตามินดีจากปลา ไข่ และแสงแดดอย่างเหมาะสม
- เพิ่มโอเมก้า-3 จากปลาทู ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ถั่ว และเมล็ดพืช เพื่อช่วยดูแลสุขภาพหัวใจและลดการอักเสบ
- รับประทานอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจน เช่น ถั่วเหลือง เต้าหู้ เทมเป้ และนมถั่วเหลืองไม่หวาน ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการบางอย่างได้ในบางคน แต่ไม่ใช่ฮอร์โมนทดแทน
- เพิ่มผัก ผลไม้ทั้งผล และธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และระบบขับถ่าย
- หากมีปัญหาการนอน ควรลดคาเฟอีนช่วงบ่าย จัดห้องนอนให้เย็น งดใช้หน้าจอก่อนนอน และหลีกเลี่ยงมื้อหนักช่วงดึก
ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง
- ตรวจความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด น้ำหนัก และรอบเอว
- ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมตามช่วงอายุและปัจจัยเสี่ยง
- ประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ
- ตรวจหาสาเหตุอื่นของประจำเดือนผิดปกติ เช่น การตั้งครรภ์ โรคไทรอยด์ ภาวะ PCOS หรือความผิดปกติของมดลูก
- ผู้ชายที่มีอาการชัดเจนควรตรวจระดับฮอร์โมนเพศชายในช่วงเช้าตามคำแนะนำของแพทย์ และไม่ควรซื้อฮอร์โมนมาใช้เอง
หมอเจด ระบุว่าวัยทองไม่ได้หมายถึงเพียงการหยุดมีประจำเดือน และไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้หญิงเท่านั้น ผู้หญิงอาจเริ่มมีสัญญาณตั้งแต่รอบเดือนเปลี่ยน ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ สมองตื้อ น้ำหนักขึ้น ช่องคลอดแห้ง และปวดข้อ ส่วนผู้ชายอาจเริ่มมีอาการแรงตก มวลกล้ามเนื้อลดลง อารมณ์เปลี่ยน และความต้องการทางเพศลดลง
สิ่งสำคัญคือไม่ควรเหมารวมว่าอาการทั้งหมดเป็นเพราะอายุมากขึ้น หรือรีบซื้อฮอร์โมนมาใช้เอง แต่ควรสังเกตอาการ ดูแลเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย สุขภาพกระดูก การนอนหลับ และเข้ารับการตรวจเพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่อาจเป็นสาเหตุร่วมด้วย