นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา (หมอแอร์) อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เผยผ่านเพจ Akanis Srisukwattana ว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยโรคหัวใจควรพักผ่อนให้มากที่สุด ไม่ควรเหนื่อย และไม่ควรทำให้หัวใจทำงานหนัก แต่ในความเป็นจริง การไม่ออกกำลังกายกลับทำให้หัวใจและร่างกายเสื่อมเร็วขึ้น ผู้ป่วยโรคหัวใจจึงไม่ได้ต้องการเพียงการพักผ่อน แต่จำเป็นต้องได้รับการออกกำลังกายที่ถูกชนิด ถูกขนาด และปลอดภัย
การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจจึงเปรียบเสมือน "ยาสำคัญอีกหนึ่งชนิด" ที่ต้องกำหนดทั้งชนิด ขนาด ความถี่ และติดตามผลเช่นเดียวกับการใช้ยา แม้จะไม่สามารถใช้ทดแทนยาหรือการรักษามาตรฐานได้ก็ตาม
10 เรื่องออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคหัวใจ
การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ไม่ใช่เพียงคำแนะนำเสริม
แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวแนะนำให้ผู้ป่วยที่อาการคงที่ออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มสมรรถภาพ ความสามารถในการใช้ชีวิต และคุณภาพชีวิต ขณะที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจก็ควรได้รับทั้งการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เวทเทรนนิ่ง และโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจอย่างเป็นระบบเมื่อไม่มีข้อห้าม
ดังนั้น การบอกผู้ป่วยเพียงว่า "กลับบ้านไปเดินบ้าง" อาจไม่เพียงพอ แต่ควรเปลี่ยนเป็นการสั่งโปรแกรมออกกำลังกาย (Exercise Prescription) ที่ชัดเจน เหมือนการสั่งยา
การออกกำลังกายช่วยลดการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้จริง
ผลวิเคราะห์รวมจากการศึกษาแบบสุ่ม 85 งานวิจัย ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจกว่า 23,000 คน พบว่า โปรแกรมฟื้นฟูหัวใจที่มีการออกกำลังกายเป็นหลัก (Exercise-based Cardiac Rehabilitation) ช่วยลดการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ประมาณ 26% ลดการนอนโรงพยาบาลประมาณ 23% และลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายซ้ำประมาณ 18%
จึงสามารถมองการออกกำลังกายได้ว่าเป็น "ยาตัวหนึ่งที่ขาดไม่ได้" ซึ่งช่วยส่งผลดีต่อร่างกายหลายระบบพร้อมกัน
หลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย ยิ่งเริ่มฟื้นฟูเร็ว ยิ่งช่วยลดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหัวใจ
หลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจอาจค่อย ๆ ขยาย เปลี่ยนรูปร่าง ผนังหัวใจบางลง และบีบตัวได้แย่ลง ซึ่งเรียกว่า Adverse Left Ventricular Remodeling ข้อมูลการศึกษาพบว่า การเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายเร็วและทำอย่างต่อเนื่อง มีความสัมพันธ์กับการลดการขยายตัวของหัวใจ และช่วยให้การบีบตัวของหัวใจฟื้นตัวได้ดีกว่า
"เริ่มเร็ว" ไม่ได้หมายถึง "เริ่มหนัก" แต่หมายถึงการเริ่มขยับ เดิน และเข้าสู่โปรแกรมออกกำลังกาย หลังแพทย์ประเมินว่าอาการคงที่แล้ว
การออกกำลังกายทำให้หัวใจทำงานน้อยลงในชีวิตประจำวัน
เมื่อออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะใช้การเต้นของหัวใจน้อยลงในการทำงานระดับเดิม กล้ามเนื้อใช้ออกซิเจนได้ดีขึ้น หลอดเลือดขยายตัวดีขึ้น และการไหลเวียนเลือดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผลที่ผู้ป่วยสัมผัสได้คือ เดินได้ไกลขึ้น ขึ้นบันไดได้ดีขึ้น เหนื่อยน้อยลง ฟื้นตัวเร็วขึ้น และสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น
ไม่ใช่แค่หัวใจแข็งแรงขึ้น แต่ทั้งระบบของร่างกายดีขึ้น
ความเหนื่อยของผู้ป่วยโรคหัวใจไม่ได้เกิดจากหัวใจเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับหลอดเลือด ปอด ระบบประสาทอัตโนมัติ กล้ามเนื้อ และไมโทคอนเดรียที่เสื่อมลงจากโรคและการอยู่นิ่ง
การออกกำลังกายช่วยให้ความดันโลหิต การควบคุมน้ำตาล ไขมัน องค์ประกอบร่างกาย การทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด (Endothelial Function) รวมถึงสุขภาพจิตดีขึ้น เมื่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายแข็งแรงขึ้น ก็ช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจได้มากขึ้น
การไม่ออกกำลังกายทำให้เกิดวงจร "ยิ่งพัก ยิ่งเหนื่อย"
เมื่อผู้ป่วยหยุดเคลื่อนไหวเพราะกลัวอาการ กล้ามเนื้อจะลดลงอย่างรวดเร็ว ปริมาตรเลือดลดลง การควบคุมความดันแย่ลง และสมรรถภาพร่างกายลดลง
เมื่อเริ่มเดินก็จะเหนื่อยง่าย จึงยิ่งคิดว่าหัวใจแย่และไม่กล้าออกกำลังกาย เกิดเป็นวงจร ไม่ขยับ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เหนื่อยง่าย กลัว ยิ่งไม่ขยับ
การตรวจ CPET ช่วยกำหนดโปรแกรมออกกำลังกายได้แม่นยำ
Cardiopulmonary Exercise Testing (CPET หรือ VO₂ Max Test) ไม่ได้วัดเพียงค่า VO₂max แต่ยังประเมินการทำงานร่วมกันของหัวใจ ปอด หลอดเลือด และกล้ามเนื้อขณะออกแรง
การตรวจช่วยบอกได้ว่าความเหนื่อยเกิดจากหัวใจ ปอด หรือกล้ามเนื้อ ตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การตอบสนองของความดันโลหิต และภาวะหัวใจขาดเลือดขณะออกกำลังกาย รวมถึงช่วยระบุค่า VT1 และ VT2 เพื่อกำหนดระดับความหนักของการออกกำลังกาย และใช้ประเมินผลการรักษาและการพยากรณ์โรค
หากมีทรัพยากรและไม่มีข้อห้าม แนะนำให้พิจารณาตรวจ CPET เป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนเข้าสู่โปรแกรมออกกำลังกายอย่างจริงจัง
ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอได้ แต่ต้องรู้ "เพดาน" ของแต่ละคน
การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเครื่อง Elliptical สามารถทำได้ แต่ไม่ควรกำหนดความหนักจากอายุหรือสูตร HRmax เพียงอย่างเดียว ควรเริ่มจากเบาไปหนัก จากระยะเวลาน้อยไปมาก และปรับให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย บางคนอาจสามารถกลับไปออกกำลังกายโซนสูงหรือแข่งขันกีฬาได้ ขณะที่บางคนเหมาะกับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพในระดับที่ปลอดภัย
เวทเทรนนิ่งจำเป็น แต่ไม่ควรเริ่มจากการยกหนัก
แนวทางทั่วไปแนะนำให้ฝึกเวทเทรนนิ่ง 2-3 วันต่อสัปดาห์ โดยเว้นวัน ไม่ทำติดต่อกัน ใช้น้ำหนักประมาณ 40-60% ของ 1RM ทำ 8-15 ครั้งต่อเซต ในช่วงเริ่มต้นควรหลีกเลี่ยงการทดสอบหรือยก 1RM การเบ่งหรือกลั้นหายใจแบบ Valsalva การยกจนหน้าแดงหรือหมดแรง รวมถึงการเกร็งค้าง (Isometric) ด้วยแรงสูง
Resistance Training ที่ใช้ความหนักเหมาะสมถือว่าปลอดภัยและมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ แต่ต้องเพิ่มระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้เหนื่อยที่สุด แต่ทำให้ใช้ชีวิตได้ดีที่สุด
โปรแกรมออกกำลังกายที่ดีไม่จำเป็นต้องหนักที่สุด แต่ต้องเป็นโปรแกรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และค่อย ๆ เพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นในระยะยาว
หมอแอร์ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจไม่ควรถูกสั่งให้อยู่นิ่ง แต่ควรได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี เพราะการออกกำลังกายไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นส่วนสำคัญของการรักษา ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ลดภาวะแทรกซ้อน และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว