นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา (หมอแอร์) อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เผยผ่านเพจ Akanis Srisukwattana ว่า หลายคนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงได้รับการสั่งจ่ายยาลดไขมัน แต่ยังไม่เข้าใจว่ายาแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจกลไกการทำงานของยาลดไขมันแต่ละกลุ่ม โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ลดระดับ LDL หรือ "ไขมันไม่ดี" ในเลือด เพื่อลดการเกิดคราบไขมันในหลอดเลือด และลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
Statin ยาหลักที่ใช้รักษาไขมันสูง
ยาลดไขมันที่ใช้กันมากที่สุด ออกฤทธิ์โดยลดการสร้างคอเลสเตอรอลที่ตับ เมื่อตับสร้างคอเลสเตอรอลน้อยลง ก็จะดึง LDL จากกระแสเลือดกลับไปกำจัดมากขึ้น นอกจากช่วยลดระดับ LDL แล้ว Statin ยังช่วยลดการอักเสบ และทำให้คราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจมีความเสถียรมากขึ้น ลดโอกาสการแตกของคราบไขมัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
ยากลุ่มนี้สามารถลด LDL ได้ประมาณ 30–50% หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดยา โดยมีราคาตั้งแต่หลักหน่วยไปจนถึงประมาณหลักร้อยบาท
Ezetimibe ผู้ช่วยของ Statin
หมอแอร์เปรียบเทียบ Ezetimibe ว่าเป็นเหมือน Batman กับ Robin เพราะทำงานเสริมกัน Ezetimibe ออกฤทธิ์คนละตำแหน่งกับ Statin โดยช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ ทำให้ไขมันเดินทางกลับเข้าสู่ตับน้อยลง ส่งผลให้ระดับ LDL ลดลงได้ประมาณ 15–20% และในผู้ป่วยบางรายอาจลดได้ถึง 30%
แพทย์มักใช้ร่วมกับ Statin เมื่อการใช้ยาเพียงชนิดเดียวยังลด LDL ไม่ถึงเป้าหมาย ซึ่งในหลายกรณีอาจให้ผลดีกว่าการเพิ่มขนาด Statin จนเกิดผลข้างเคียง
ราคายาอยู่ในช่วงหลักสิบบาท ตั้งแต่ประมาณสิบกว่าบาทไปจนถึงหลักสิบกลาง ๆ
Bempedoic acid อีกทางเลือกของการรักษา
เป็นยารับประทานที่ช่วยลดการสร้างคอเลสเตอรอลในตับเช่นกัน แต่ทำงานคนละตำแหน่งกับ Statin และถูกกระตุ้นการทำงานเป็นหลักในตับ จึงเหมาะเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ Statin ได้ในขนาดเต็ม หรือใช้ทั้ง Statin และ Ezetimibe แล้วระดับ LDL ยังไม่ลดลงตามเป้าหมาย ยานี้สามารถลด LDL เพิ่มได้ประมาณ 15–25% และหากใช้ร่วมกับ Ezetimibe จะช่วยลด LDL ได้มากขึ้น โดยมีราคาประมาณหลักเกือบร้อยบาท
กลุ่มยา PCSK9 ลด LDL ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกกลุ่มหนึ่งคือ PCSK9 inhibitor ซึ่งเดิมมีเฉพาะยาฉีด แต่ปัจจุบันมียารับประทานที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) แล้ว กลไกของยากลุ่มนี้คือการช่วยรักษา ตัวรับ LDL (LDL receptor) บนผิวเซลล์ตับ ซึ่งทำหน้าที่ดึง LDL ออกจากกระแสเลือด
โดยปกติ โปรตีน PCSK9 จะเข้ามาทำลายตัวรับดังกล่าว ทำให้ตับกำจัด LDL ได้ลดลง ส่งผลให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น แต่เมื่อยาสามารถยับยั้ง PCSK9 ได้ ตับจึงมีตัวรับ LDL มากขึ้น และสามารถกำจัด LDL ออกจากเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับยาฉีด ได้แก่ Evolocumab และ Alirocumab ซึ่งสามารถลด LDL ได้ประมาณ 50–60% ส่วน Inclisiranจะออกฤทธิ์ลดการสร้าง PCSK9 ภายในเซลล์ตับ สามารถลด LDL ได้ประมาณ 50% และมีข้อดีคือฉีดเพียงปีละ 2 ครั้ง โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณหลักแสนบาทต่อปี
PCSK9 ชนิดรับประทานทางเลือกใหม่
หมอแอร์ระบุว่า ล่าสุดมี Enlicitide ซึ่งเป็นยาเม็ดรับประทานวันละครั้ง โดยยาจะถูกดูดซึมผ่านลำไส้ และออกฤทธิ์บริเวณผิวเซลล์ตับ ป้องกันไม่ให้ PCSK9 ทำลายตัวรับ LDL ผลการศึกษาพบว่าสามารถลด LDL ได้ประมาณ 55–60% ใกล้เคียงกับยาฉีด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านการป้องกันภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองในระยะยาว ยังต้องติดตามเพิ่มเติม คาดว่าราคาจะอยู่ในระดับหลักแสนบาทต่อปี แต่ไม่ถึงครึ่งล้านบาท
อนาคตจะมียาสำหรับลด Lipoprotein(a)
หมอแอร์ คาดว่าในอนาคตจะมียาสำหรับลด Lipoprotein(a) หรือ Lp(a) ซึ่งเป็นไขมันชนิดหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และพบว่าประชากรราว 20% มีระดับสูงกว่าปกติ แม้ยารุ่นใหม่จะมีราคาค่อนข้างสูงในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ราคามักจะลดลง ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น
การควบคุมไขมันต้องทำควบคู่กับการดูแลสุขภาพ
หมอแอร์เน้นย้ำว่า หากสามารถควบคุมระดับไขมันในเลือดได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน และลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคหัวใจได้อย่างมาก ดังนั้น ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงควรสอบถามแพทย์ตั้งแต่เริ่มรักษาว่า ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และควบคุมค่าต่าง ๆ ให้ถึงเป้าหมาย เช่น ระดับ LDL น้ำตาลในเลือด และความดันโลหิต
การดูแลทั้งด้านไลฟ์สไตล์ควบคู่กับการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้การเสียชีวิตจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเสียชีวิตฉับพลันจากโรคหลอดเลือดหัวใจนั้น ส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพและการรักษาที่เหมาะสม