กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจเห็นพาดหัวข่าวและข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์เอชไอวี เช่น “ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่พุ่ง” “ผู้ติดเชื้อทะลุครึ่งล้าน” หรือ “HIV กลับมาระบาด” จนทำให้เกิดความกังวลและตั้งคำถามว่า สถานการณ์เอชไอวีของประเทศไทยกำลังรุนแรงขึ้นหรือไม่ คำตอบคือ ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ควรตระหนัก แต่สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจความหมายของตัวเลขอย่างถูกต้อง
เอชไอวียังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย และยังพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ทุกปี โดยส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มีชีวิตอยู่ไม่ได้หมายความว่าเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด
ข้อมูลสะสม ณ ไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีชีวิตอยู่จำนวน 565,018 คน ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงจำนวนผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่จำนวนผู้ที่เพิ่งติดเชื้อในช่วงเวลาเดียวกัน และผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวีส่วนใหญ่สามารถมีสุขภาพแข็งแรงและใช้ชีวิตได้ตามปกติ หากได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันส่วนหนึ่งยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าของระบบการรักษา ที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่สัญญาณว่าคนจำนวนมากเพิ่งติดเชื้อพร้อมกัน
สิ่งสำคัญกว่าตัวเลข คือการทำให้ “การป้องกัน” เป็นเรื่องปกติ
แม้ปัจจุบันการรักษาเอชไอวีจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ทุกปี นั่นหมายความว่า การป้องกันยังเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ
แนวทางสำคัญในการป้องกันเอชไอวี ได้แก่
- การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- การตรวจเอชไอวีเมื่อมีความเสี่ยง
- การใช้ยา PrEP สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงก่อนสัมผัสเชื้อ
- การใช้ยา PEP หลังมีความเสี่ยงภายในระยะเวลาที่กำหนด
- สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี ควรเข้าสู่การรักษาโดยเร็ว
ปัจจุบันยาต้านไวรัสสามารถช่วยควบคุมปริมาณเชื้อในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากรับประทานยาอย่างต่อเนื่องจนสามารถกดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับ “ตรวจไม่พบ” หรือ Undetectable ก็จะไม่ถ่ายทอดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ หรือที่เรียกว่า “U=U” (Undetectable = Untransmittable) และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
“การตีตรา” เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับเอชไอวี หลายครั้งเรายังพบความคิดเห็นที่สร้างความหวาดกลัวหรือกล่าวโทษผู้ติดเชื้อ ทั้งที่การตีตราไม่ได้ช่วยลดการติดเชื้อ กลับอาจทำให้หลายคนไม่กล้าตรวจเอชไอวี ไม่กล้าขอรับถุงยางอนามัย ไม่กล้าใช้ PrEP หรือแม้แต่ไม่กล้าเข้ารับการรักษา
ทั้งที่บริการเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันการติดเชื้อรายใหม่ การสร้างสังคมที่มีความเข้าใจและไม่ตีตราผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี จึงเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันเอชไอวีเช่นเดียวกับการใช้ถุงยางอนามัยและการตรวจเอชไอวี
คนไทยเข้าถึงบริการป้องกันและรักษาเอชไอวีได้ฟรี
ปัจจุบัน คนไทยสามารถเข้าถึงบริการด้านการป้องกันและรักษาเอชไอวีได้ฟรีตามสิทธิและหลักเกณฑ์ของบริการ เช่น
- ถุงยางอนามัย
- ยา PrEP ยา PEP
- การตรวจเอชไอวีฟรีตามสิทธิ
- ชุดตรวจ HIV Self-Test
- ยาต้านไวรัสเอชไอวี
บริการเหล่านี้ช่วยให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ง่ายขึ้น และมีส่วนช่วยลดโอกาสการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น อย่าให้ “ตัวเลข” สร้างความกังวล แต่ให้ “ข้อมูลที่ถูกต้อง” สร้างความเข้าใจ เพราะเอชไอวียังคงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรตระหนัก การรู้เท่าทันข้อมูล เข้าใจสถานการณ์ ป้องกันตนเอง ตรวจเอชไอวีเมื่อมีความเสี่ยง และไม่ตีตราผู้ติดเชื้อ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการติดเชื้อรายใหม่ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์