นักวิจัยจีนพบ “ไวรัสใหม่จากเห็บ” ALTNV อาจทำให้เกิดอาการคล้ายโรค SFTS

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ดร.อนันต์ เปิดเผยว่า นักวิจัยจีนค้นพบ ALTNV ไวรัสใหม่จากเห็บ ทำให้เกิดอาการไข้คล้าย SFTS พบติดเชื้อ 10.4% และหากติดร่วม DBV อาจรุนแรงจนเสียชีวิต 18.4%

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรค Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome หรือ SFTS ได้กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในประเทศจีน โรคนี้เกิดจากไวรัสที่เรียกว่า Dabie bandavirus หรือ DBV ซึ่งติดต่อผ่านการถูกเห็บกัด และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 10-30% ของผู้ป่วย จน WHO จัดให้เป็นโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่ต้องเร่งทำการวิจัย

 

นักวิจัยจีนพบ “ไวรัสใหม่จากเห็บ” ALTNV Anan Jongkaewwattana
นักวิจัยจีนพบ “ไวรัสใหม่จากเห็บ” ALTNV

สิ่งที่น่าสงสัยมาโดยตลอดคือ ผู้ป่วยที่มีอาการทางคลินิกเข้าข่าย SFTS มากกว่า 30% กลับตรวจไม่พบเชื้อ DBV ในร่างกาย ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีเชื้อก่อโรคชนิดอื่นที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกันแต่ยังไม่ถูกค้นพบ
ทีมนักวิจัยจากจีน ได้ตีพิมพ์ผลงานใน NEJM ได้ทำการเฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีไข้และมีประวัติถูกเห็บกัดในพื้นที่ที่โรคจากเห็บระบาดในประเทศจีน โดยใช้เทคนิค metatranscriptomic sequencing ร่วมกับการแยกไวรัสในห้อง Lab จนสามารถค้นพบไวรัสชนิดใหม่ในกลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบเชื้อ DBV ไวรัสตัวนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า Asian Longhorned Tick Nairovirus หรือเรียกสั้นๆ ว่า ALTNV จากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมพบว่า ALTNV จัดอยู่ในสกุล orthonairovirus วงศ์ Nairoviridae แต่มีความแตกต่างทางพันธุกรรมจากไวรัสชนิดอื่นในสกุลเดียวกันค่อนข้างมาก โดยมีความเหมือนกันของกรดอะมิโนน้อยกว่า 80.04% ซึ่งเพียงพอที่จะจัดเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ นอกจากนี้ทีมวิจัยยังสามารถเพาะเลี้ยงไวรัสนี้ได้จริงโดยใช้ตัวอย่างซีรั่มจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อ และยืนยันการมีอยู่ของไวรัส รวมถึงสามารถเห็นรูปร่างลักษณะของไวรัสภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน

จากการคัดกรองผู้ป่วยที่มีไข้และประวัติถูกเห็บกัดจำนวนทั้งหมด 3,163 คน พบว่ามีผู้ที่ตรวจพบ ALTNV คิดเป็น 10.4% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และเมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่ตรวจไม่พบเชื้อ DBV สัดส่วนของผู้ที่ติดเชื้อ ALTNV เพิ่มขึ้นเป็น 15.1% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงและสอดคล้องกับสมมติฐานที่ว่า ALTNV อาจเป็นสาเหตุของอาการคล้าย SFTS ในผู้ป่วยกลุ่มที่หาสาเหตุไม่ได้มาก่อน ในด้านอาการทางคลินิก ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ALTNV เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการติดเชื้อ DBV ร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ร่วมกับความอ่อนเพลีย อาการทางระบบทางเดินอาหาร ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ และค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้นในบางราย แต่ที่น่าสังเกตคือผู้ป่วยกลุ่มนี้ทุกคนสามารถหายเป็นปกติได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนตามมา

ดร.อนันต์ ระบุต่อว่า ประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้นคือกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อร่วมกันทั้ง ALTNV และ DBV ซึ่งพบว่ามีความรุนแรงของโรคมากกว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อ DBV เพียงอย่างเดียวอย่างชัดเจน โดยกลุ่มที่ติดเชื้อร่วมมีอาการทางระบบหายใจสูงถึง 61% เทียบกับ 38% ในกลุ่มที่ติดเชื้อ DBV เดี่ยว และมีภาวะไตทำงานผิดปกติสูงถึง 84% เทียบกับ 66% ที่สำคัญคือมีผู้เสียชีวิตในกลุ่มที่ติดเชื้อร่วมถึง 18.4% ซึ่งสะท้อนว่าการติดเชื้อร่วมกันของทั้งสองไวรัสอาจทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนของการศึกษาเห็บซึ่งเป็นพาหะของโรค ทีมวิจัยได้เก็บตัวอย่างเห็บจำนวน 47,428 ตัวจาก 15 มณฑลในประเทศจีน และพบว่ามีเห็บที่ตรวจพบ RNA ของ ALTNV อยู่ 1.29% โดยเห็บชนิด longhorned tick มีอัตราการพบเชื้อสูงที่สุดถึง 1.75% ซึ่งเป็นที่มาของชื่อไวรัสนี้ การทดลองยังแสดงให้เห็นว่าเห็บชนิดนี้สามารถถ่ายทอดไวรัสได้หลายรูปแบบ ทั้งการถ่ายทอดระหว่างเห็บด้วยกันเอง การถ่ายทอดข้ามระยะการเจริญเติบโตของเห็บ และการถ่ายทอดผ่านไข่จากแม่เห็บไปสู่ลูกเห็บ นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายทอดไวรัสไปสู่หนูทดลองได้จริง โดยหนูที่ติดเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาในเนื้อเยื่อ และมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นหลังจากเห็บหลุดออกจากตัว ซึ่งยืนยันว่าเห็บชนิดนี้เป็นพาหะที่มีศักยภาพในการแพร่กระจายไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยนี้จึงยืนยันว่า ALTNV เป็นไวรัสอุบัติใหม่ที่แพร่กระจายผ่านเห็บและสามารถทำให้เกิดอาการไข้ในมนุษย์ได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดการติดเชื้อร่วมกับ DBV จะทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากไวรัสทั้งสองชนิดนี้พบการแพร่กระจายในพื้นที่เดียวกันและมีเห็บชนิดเดียวกันเป็นพาหะร่วมกัน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ