นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดย ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงผลปฏิบัติการทลายแหล่งขายผลิตภัณฑ์ยาฉีดกลุ่มเปปไทด์เถื่อน อ้างลดน้ำหนัก ในพื้นที่ จ.นนทบุรี ตรวจยึดของกลางเป็นจำนวนมาก มูลค่าของกลางกว่า 50 ล้านบาท
สืบเนื่องจากกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองแจ้งว่าพบว่า ลูกสาวตนได้นำผลิตภัณฑ์ยี่ห้อหนึ่งมาฉีดเข้าร่างกายเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิต ขอให้ช่วยตรวจสอบ จึงได้ทำการสืบสวนพบสื่อโซเชียลมีเดียรายหนึ่งมีการโพสต์โฆษณาขายยาฉีดเปปไทด์ ยี่ห้อดังกล่าวจำนวนมาก จึงได้ประสานมายังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในการร่วมกันวางแผนตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบเป็นผลิตภัณฑ์ยาฉีดกลุ่มเปปไทด์ ไม่มีเลขทะเบียนตำรับยา จึงเป็นที่มาของการระดมกวาดล้างแหล่งขายยาฉีดกลุ่มเปปไทด์เถื่อน ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหาร ณ บ้านเลขที่แห่งหนึ่ง ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
พฤติการณ์ของกลุ่มลักลอบขายผลิตภัณฑ์ยาฉีดกลุ่มเปปไทด์ ไม่มีเลขทะเบียนตำรับยา ได้ลักลอบขายมาแล้วประมาณ 1 ปี โดยเช่าบ้านพักและได้ว่าจ้างแรงงานต่างด้าว ในการแพ็คสินค้าและทำการจัดส่งโดยขนส่งเอกชน โดยเฉลี่ยส่งวันละ 100 กล่อง ราคาขาย 2,900 บาท/กล่อง มีรายได้วันละ 290,000 บาท มีรายได้จากการขายยาเถื่อนคาดว่ากว่า 8 ล้านบาท/เดือน การตรวจค้นครั้งนี้พบผลิตภัณฑ์ยาฉีดกลุ่มเปปไทด์ ไม่มีเลขทะเบียนตำรับยา เป็นจำนวนมาก รวมมูลค่ากว่า 52 ล้านบาท ได้แก่
1.ผลิตภัณฑ์ในแต่ละกล่องซึ่งประกอบด้วย
- ผลิตภัณฑ์ยาฉีดกลุ่มเปปไทด์ จำนวน 1 ไวอัล
- น้ำกลั่นไว้สำหรับผสมยา จำนวน 1 ไวอัล
- เข็มอินซูลิน ขนาด 1 ml จำนวน 5 อัน
- เอกสารแสดงรายละเอียดวิธีการใช้ยา
- แผ่นใยกระดาษชุบแอลกอฮอล์
2. กล่องบรรจุภัณฑ์ และสติกเกอร์ระบุยี่ห้อ
3. เอกสารแสดงรายละเอียดการใช้ยา
4.เข็มอินซูลิน ขนาด 1 ml
5.แผ่นใยกระดาษชุบแอลกอฮอล์
เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ดังนี้
- ฐาน “ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต” โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท
- ฐาน “ขายยาที่ไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา” ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อไปว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน เพราะผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่เพียงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ยังไม่ปลอดภัยอีกด้วย โดยเฉพาะยาเถื่อน นับว่าเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงบ่อนทำลายเศรษฐกิจด้านสุขภาพและความเชื่อมั่นต่อระบบการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพของประเทศ ภายใต้นโยบาย MOPH PLUS กระทรวงสาธารณสุข มุ่งเน้นการสร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชนควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยดำเนินมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการสืบสวนการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ลักลอบผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อย. โดยปฏิบัติการในครั้งนี้สามารถทลายเครือข่ายลักลอบผลิตยาฉีดกลุ่มเปปไทด์เถื่อนผิดกฎหมายรายใหญ่ ตรวจยึดยา และอุปกรณ์ ที่ใช้ในการฉีด มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ถือเป็นการตัดวงจรผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายก่อนที่จะกระจายสู่ประชาชน
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังให้ความสำคัญกับการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย พร้อมขอให้ประชาชนไม่ซื้อยาหรือใช้ โดยไม่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ โดยเฉพาะยาฉีดกลุ่มเปปไทด์เพื่อหวังผลในการลดน้ำหนัก ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพและถึงแก่ชีวิตได้ หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาใด ๆ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ และก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพทุกครั้ง ควรตรวจสอบข้อมูลการอนุญาตผ่านแอปพลิเคชัน หมอพร้อม หรือช่องทางของ อย. เพื่อความมั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตและปลอดภัย
ทั้งนี้การเฝ้าระวังและจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าและขายยาในกลุ่ม GLP-1 antagonist receptor หรือที่รู้จักกันในนามปากกาฉีดลดน้ำหนัก มาโดยตลอด และได้ประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงอันตรายที่ประชาชนอาจได้รับจากการใช้ยาปลอม หรือยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน โดยยาในกลุ่มนี้เดิมพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ คนไข้จำเป็นต้องได้รับการประเมินและดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ ท้องเสีย อาเจียน ท้องผูก ปวดท้อง และท้องอืด ผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ภาวะซึมเศร้า ความคิดอยากทำร้ายตนเอง ภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ภาวะไตวายเฉียบพลัน อีกทั้งยังพบว่ายากลุ่มนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นต้น หากใช้ไม่ถูกวิธีหรือหยุดยาเองโดยไม่มีอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจทำให้น้ำหนักดีดกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า โยโย่เอฟเฟกต์ได้ และอาจเกิดผลเสียทำให้ร่างกายบวมน้ำ ปวดตามข้อ และในคนไข้บางรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ฮอร์โมนเหล่านี้อาจไปกระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้ ด้วยลักษณะการใช้ต้องฉีดเข้าร่างกาย หากยาดังกล่าวไม่ปราศจากเชื้อ คนไข้อาจติดเชื้อในกระแสเลือดถึงขั้นเสียชีวิตได้
ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยากลุ่ม GLP-1 antagonist receptor จำนวน 30 ทะเบียน ด้วยข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และ ควบคุมน้ำหนัก ซึ่งขอยืนยันว่า อย.ได้อนุญาตผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ซึ่งผ่านการตรวจวิเคราะห์ว่ามีคุณภาพมาตรฐาน และมีความปลอดภัยในการใช้ มากกว่าการไปเลือกใช้ยาเถื่อน เพราะราคาถูกแต่ไม่ปลอดภัย เพราะอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
จึงขอเตือนประชาชนและสถานพยาบาลที่ให้บริการเสริมความงาม ไม่ควรซื้อยากลุ่มนี้ใช้เอง อาจได้รับยาปลอม ไม่มีตัวยาจริง ไม่รู้ว่าในผลิตภัณฑ์นั้นมีตัวยาอะไรบรรจุอยู่บ้าง และผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยหรือไม่จึงขอย้ำเตือนพี่น้องประชาชนว่า เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้รับอนุญาตจาก อย. ได้ที่ www.fda.moph.go.th และ Line@FDAThai หรือแอปหมอพร้อม หากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัยหรือไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย.1556 หรือ ผ่าน Email: 1556@fda.moph.go.th Line@FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ ตู้ปณ.1556 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ
พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผู้กำกับการกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กล่าวว่า ขอฝากความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชน การลดน้ำหนักด้วยผลิตภัณฑ์เถื่อน อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ไม่ควรเสี่ยงใช้ หากต้องการลดน้ำหนักควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด การซื้อยาเถื่อนมาใช้เองเป็นการสนับสนุนให้เกิดการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายอีกด้วย โดยจากปฏิบัติการในครั้งนี้จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าผู้ค้าเล็งเห็นแต่ผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค และผู้บริโภคเองยังไม่ตระหนักถึงอันตรายและผลข้างเคียงจากการซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะร่วมกับ อย. ในการเฝ้าระวัง หากพบผู้กระทำผิดจะดำเนินการจับกุมให้ถึงที่สุด