WorldBank2026 WorldBank2026

10 เรื่องที่นักกีฬาอาจพลาด ตั้งแต่โภชนาการถึงการฝึกซ้อม

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หมอแอร์เปิด 10 เรื่องที่นักกีฬาและคนออกกำลังกายมักมองข้าม ตั้งแต่โปรตีนไม่พอ นอนไม่พอ ไขมันสูง ไปจนถึงการฝึกซ้อมไม่สมดุล

นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือ “หมอแอร์” อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เผยแพร่กรณีศึกษาผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) ของคนไข้จริงผ่านเพจ Akanis Srisukwattana พร้อมชวนสำรวจ 10 เรื่องที่นักกีฬาและคนออกกำลังกายมักมองข้าม ตั้งแต่การกินโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตไม่เหมาะสม การขาดวิตามิน D และธาตุเหล็ก ไปจนถึงการนอนหลับไม่เพียงพอ การละเลยไขมันในเลือด และการฝึกซ้อมที่ไม่สมดุล ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวและสมรรถภาพของร่างกาย

 

10 เรื่องที่นักกีฬาอาจพลาด Akanis Srisukwattana
10 เรื่องที่นักกีฬาอาจพลาด

กินโปรตีนไม่พอกับการใช้งานร่างกาย

แม้จะเป็นนักวิ่งหรือคนที่เน้นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ก็ยังจำเป็นต้องได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ เพราะร่างกายต้องใช้โปรตีนในการซ่อมแซมและปรับตัวหลังการฝึก หากได้รับไม่เพียงพอ อาจทำให้การฟื้นตัวมีข้อจำกัดและส่งผลต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อ

สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ปริมาณโปรตีนที่ใช้เป็นกรอบอ้างอิงกันบ่อยอยู่ที่ประมาณ 1.4–2.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เช่น ผู้ที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม อาจต้องการโปรตีนประมาณ 84–120 กรัมต่อวัน ทั้งนี้ ควรปรับตามประเภทกีฬา ปริมาณการฝึก และความต้องการของร่างกายแต่ละคน

กินคาร์โบไฮเดรตเท่าเดิม ทั้งที่แต่ละวันซ้อมไม่เท่ากัน

การวิ่งเบา ๆ 30 นาที กับการวิ่งระยะยาว 2 ชั่วโมง ใช้พลังงานและเชื้อเพลิงของร่างกายแตกต่างกัน หากกินคาร์โบไฮเดรตในปริมาณเท่ากันทุกวันโดยไม่คำนึงถึงภาระการฝึก อาจทำให้บางวันได้รับพลังงานไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

คาร์โบไฮเดรตจากข้าว เส้น ขนมปัง มัน และผลไม้ เป็นแหล่งพลังงานสำคัญ โดยเฉพาะในวันที่ฝึกซ้อมหนักหรือใช้เวลานาน จึงควรเพิ่มปริมาณให้เหมาะสมกับการใช้พลังงาน และปรับลดได้ในวันที่มีกิจกรรมเบากว่า

ทั้งนี้วันพักหลังการฝึกหนักยังมีความสำคัญต่อการเติมพลังงานสะสมกลับคืนสู่กล้ามเนื้อ จึงไม่ควรตัดคาร์โบไฮเดรตจนเหลือน้อยเกินไป แต่ควรพิจารณาทั้งการฝึกที่ผ่านมาและแผนการฝึกครั้งถัดไปด้วย

หากฝึกซ้อมในระดับใกล้เคียงกันทุกวัน การกินคาร์โบไฮเดรตในปริมาณใกล้เคียงกันก็ไม่ใช่เรื่องผิด ประเด็นสำคัญคือการกินให้สัมพันธ์กับงานที่ร่างกายต้องทำ

มีวิตามิน D ต่ำโดยไม่รู้ตัว

แม้จะเป็นคนออกกำลังกายกลางแจ้ง ก็อาจมีระดับวิตามิน D ต่ำได้ โดยเฉพาะผู้ที่ฝึกซ้อมในช่วงเช้ามืดหรือช่วงค่ำ ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในอาคาร หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมอาหาร

วิตามิน D มีบทบาทต่อการดูดซึมแคลเซียม สุขภาพกระดูก และการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการเสริมวิตามิน D เพื่อเพิ่มระดับให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ จะช่วยให้ผู้ที่ไม่ได้ขาดวิตามินชนิดนี้มีสมรรถภาพทางกีฬาดีขึ้น จึงไม่ควรซื้อวิตามิน D ขนาดสูงมารับประทานเองเพียงเพราะต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการฝึกซ้อม

ดูแต่อัตราการเต้นของหัวใจ จนลืมเป้าหมายของการซ้อม

อัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate) เป็นตัวช่วยสำคัญในการควบคุมความหนักของการออกกำลังกาย แต่โซนหัวใจที่คำนวณจากสูตรทั่วไปอาจไม่ตรงกับสภาพร่างกายของทุกคน จึงควรพิจารณาร่วมกับความรู้สึกเหนื่อย ความสามารถในการพูดเป็นประโยค ความเร็ว และอาการที่เกิดขึ้นระหว่างฝึกซ้อม

การฝึกเบามีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานพร้อมและต้องการพัฒนาความฟิต การแทรกช่วงฝึกหนักอย่างเหมาะสมก็อาจช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด หรือ VO₂max ได้เช่นกัน

ในทางปฏิบัติ วันที่กำหนดให้ฝึกเบาก็ควรฝึกให้เบาตามแผน ส่วนวันที่ตั้งใจฝึกหนักก็ควรมีระดับความหนักที่เหมาะกับเป้าหมาย การพยายามกดอัตราการเต้นของหัวใจให้ต่ำทุกครั้งจึงอาจทำให้ไม่ได้ฝึกสมรรถภาพบางด้านที่ต้องการพัฒนา

ผู้ที่มีโรคประจำตัวและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้จำกัดอัตราการเต้นของหัวใจ ต้องยึดตามแผนดังกล่าว และควรได้รับการประเมินก่อนเพิ่มระดับความหนักในการออกกำลังกาย

เพิ่มเวลาซ้อม แต่ยังนอนไม่เพียงพอ

การนอนหลับเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นตัว หากนอนไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อความตื่นตัว สมาธิ การตัดสินใจ และคุณภาพของการฝึกในวันถัดไป

ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ควรนอนประมาณ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน ขณะที่นักกีฬาบางคนอาจต้องการเวลานอนมากกว่านั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ฝึกซ้อมหนัก ทั้งนี้ ความต้องการนอนที่เหมาะสมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือการจัดเวลาเข้านอนให้สม่ำเสมอ พร้อมสังเกตว่าหลังตื่นนอนรู้สึกสดชื่นหรือยังมีอาการง่วงระหว่างวันหรือไม่ หากจำเป็นต้องตื่นเช้าเพื่อออกกำลังกาย ควรขยับเวลาเข้านอนให้เร็วขึ้น แทนที่จะลดเวลานอนลงทุกวันเพื่อเพิ่มระยะทางหรือเวลาในการฝึกซ้อม

ปล่อยให้เลือดจางหรือธาตุเหล็กต่ำโดยไม่หาสาเหตุ

เลือดมีหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อ ภาวะโลหิตจางจึงอาจทำให้เหนื่อยง่ายและสมรรถภาพในการออกกำลังกายลดลงได้ อีกภาวะหนึ่งที่อาจถูกมองข้ามคือการมีธาตุเหล็กสะสมต่ำ แม้ยังไม่เกิดภาวะโลหิตจาง โดยพบความเสี่ยงได้ในนักกีฬาที่มีประจำเดือนมาก ผู้ที่จำกัดอาหารบางกลุ่ม หรือผู้ที่ฝึกกีฬาความทนทานในปริมาณสูง

หากมีอาการเหนื่อยผิดปกติ ความฟิตลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือพักผ่อนแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ ซึ่งอาจพิจารณาตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและระดับธาตุเหล็กสะสม เช่น Ferritin ตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ ภาวะโลหิตจางไม่ได้เกิดจากการขาดธาตุเหล็กในทุกคน และจำเป็นต้องค้นหาสาเหตุของการขาดธาตุเหล็กด้วย จึงไม่ควรซื้อธาตุเหล็กมารับประทานเองเพียงเพราะรู้สึกเหนื่อยง่าย

ปล่อยให้ไขมันในเลือดสูง เพราะคิดว่าออกกำลังกายมากแล้ว

การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีความฟิตดีจะไม่มีปัญหาไขมันในเลือด โดยเฉพาะระดับ LDL cholesterol หรือไขมันชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคราบไขมันในหลอดเลือด

ไขมันในเลือดสูงอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งอาหาร พันธุกรรม และโรคบางชนิด การเพิ่มระยะทางวิ่งเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้ทำให้ระดับไขมันลดลงจนอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเสมอไป

หากผลตรวจพบระดับไขมันสูง ควรติดตามผล ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และประเมินความเสี่ยงร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น อายุ ความดันโลหิต เบาหวาน การสูบบุหรี่ และประวัติครอบครัว

บางคนอาจจำเป็นต้องใช้ยาร่วมกับการปรับพฤติกรรม โดยแพทย์จะพิจารณาจากความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม ไม่ใช่ตัดสินจากความสามารถในการวิ่งหรือระยะทางที่ออกกำลังกายได้เพียงอย่างเดียว

วิ่งอย่างเดียว จนไม่ได้ฝึกความแข็งแรง

การวิ่งช่วยพัฒนาความทนทานของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ดี แต่กล้ามเนื้อยังได้รับประโยชน์จากการฝึกแรงต้าน เช่น การยกเวท การใช้ยางยืดออกกำลังกาย หรือการฝึกด้วยน้ำหนักตัว

การฝึกแรงต้านช่วยพัฒนาความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ยังมีงานทดลองในนักวิ่งที่พบว่า การฝึกเวทที่ออกแบบอย่างเหมาะสมอาจช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานน้อยลงเมื่อวิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิม ซึ่งเรียกว่า Running Economy

สำหรับคนทั่วไป สามารถตั้งเป้าฝึกกล้ามเนื้อหลักอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ โดยเริ่มจากท่าที่ทำได้อย่างถูกต้องและระดับความหนักที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ก่อนค่อย ๆ เพิ่มความยากตามความพร้อม

เล่นเวทอย่างเดียว แต่คาร์ดิโอยังไม่เพียงพอ

แม้การฝึกเวทจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น แต่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกับความสามารถในการออกแรงอย่างต่อเนื่องเป็นสมรรถภาพคนละด้าน การฝึกทั้งสองรูปแบบควบคู่กันจึงช่วยให้ร่างกายทำงานได้รอบด้านมากขึ้น

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอไม่จำเป็นต้องเป็นการวิ่งเท่านั้น แต่สามารถเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับตัวเองได้ เช่น การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้น โดยเน้นกิจกรรมที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

กรอบคำแนะนำเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ใหญ่คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือระดับหนัก 75–150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยสามารถปรับกิจกรรมและความหนักให้เหมาะกับสภาพร่างกายและข้อจำกัดของแต่ละคน

อยากพัฒนาต่อ แต่ฝึกแบบเดิมโดยไม่ปรับให้เหมาะกับร่างกาย

เมื่อร่างกายคุ้นเคยกับการฝึกแล้ว การทำกิจกรรมรูปแบบเดิมด้วยระดับความหนักเท่าเดิมอาจกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาน้อยลง หากต้องการเพิ่มสมรรถภาพ ควรค่อย ๆ ปรับรูปแบบการฝึกให้เหมาะกับเป้าหมายและความพร้อมของร่างกาย เช่น เพิ่มระยะเวลา จำนวนครั้ง น้ำหนัก หรือระดับความหนัก

ตัวอย่างเช่น เมื่อสามารถยกน้ำหนักเดิมได้ง่ายขึ้นและยังทำท่าได้อย่างถูกต้อง อาจเพิ่มจำนวนครั้งหรือเพิ่มน้ำหนักทีละน้อย ส่วนการวิ่ง หากวิ่งด้วย Pace เดิมได้อย่างสบายแล้ว ก็อาจปรับความเร็วหรือเพิ่มความหลากหลายของการฝึกตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มความหนักอยู่ตลอดเวลาสำหรับทุกคน หากออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพและพอใจกับสมรรถภาพในปัจจุบัน การทำกิจกรรมเดิมอย่างสม่ำเสมอก็ยังมีคุณค่า สิ่งสำคัญคือการฝึกให้เหมาะกับเป้าหมาย ดูแลการฟื้นตัว และไม่ฝืนร่างกายเกินความพร้อม

หมอแอร์ สรุปว่า ทั้ง 10 ข้อนี้สะท้อนให้เห็นว่า การออกกำลังกายให้ได้ผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มระยะทางหรือความหนักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใส่ใจโภชนาการ การนอนหลับ การตรวจสุขภาพ และการฝึกสมรรถภาพให้สมดุลกันด้วย เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีและออกกำลังกายได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ