นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า สะท้อนความแตกต่างในการดูแลและป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็ก โดยระบุว่า แม้เด็กทุกคนจะมีโอกาสติดเชื้อ RSV เหมือนกัน แต่เด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะทางการเงินแตกต่างกัน อาจมีโอกาสเข้าถึงการป้องกันการป่วยรุนแรงไม่เท่ากัน
ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา หลังเริ่มมีวัคซีน RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์ และภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับเด็กทารก พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจจากประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย โดยในโรงพยาบาลเอกชนดูเหมือนว่าเด็กที่ติดเชื้อ RSV แล้วมีอาการรุนแรงมากลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจากหลายครอบครัวมีกำลังจ่ายค่าวัคซีนตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ หรือจ่ายค่าภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพื่อป้องกันให้ลูก
ขณะที่โรงพยาบาลรัฐบาลยังคงพบเด็กติดเชื้อ RSV ที่มีอาการรุนแรง ต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ใส่ท่อช่วยหายใจ ใช้เครื่องช่วยหายใจ และในบางรายอาจเสียชีวิต
ทั้งนี้ คำว่า “ป่วยหนักมาก” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีไข้สูง ไอมาก รับประทานอาหารไม่ได้จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่หมายถึงอาการรุนแรงถึงขั้นที่อาจเสียชีวิตได้
ฐานะทางการเงินอาจเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงการป้องกัน
หมอม็อด ระบุว่า สิ่งที่น่าเศร้าคือ เด็กทั้งสองกลุ่มติดเชื้อ RSV ชนิดเดียวกัน แต่เด็กกลุ่มหนึ่งมีพ่อแม่ที่สามารถจ่ายเงินเพื่อให้ลูกได้รับการป้องกันเพิ่มเติมได้ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง แม้พ่อแม่จะต้องการป้องกันลูกเช่นเดียวกัน แต่กลับไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอ
เนื่องจากทั้งวัคซีน RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์และภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับเด็กทารกยังมีราคาสูงมาก ทำให้ฐานะทางการเงินของพ่อแม่อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า เด็กคนหนึ่งจะมีโอกาสเข้าถึงการป้องกันการติดเชื้อ RSV รุนแรงได้มากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ความแตกต่างของผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลอาจเกิดจากหลายปัจจัย จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากการได้รับวัคซีนหรือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว แต่หลักฐานจากงานวิจัยยืนยันว่า การป้องกันทั้งสองวิธีสามารถช่วยลดโอกาสป่วยรุนแรงจากการติดเชื้อ RSV ได้อย่างมีนัยสำคัญ
หลายประเทศเริ่มสนับสนุนการป้องกัน RSV
หมอม็อด ระบุเพิ่มเติมว่า หลายประเทศเริ่มลงทุนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการป้องกัน RSV มากขึ้น โดยบางประเทศสนับสนุนวัคซีน RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ขณะที่บางประเทศสนับสนุนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับเด็กทารก เพราะมองว่าการป้องกันไม่ให้เด็กป่วยรุนแรงตั้งแต่ต้น เป็นการลงทุนที่มีคุณค่าและคุ้มค่า
สำหรับประเทศไทย จึงหวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสสนับสนุนการป้องกัน RSV ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับเด็กทารก เพื่อให้เด็กไทยเข้าถึงการป้องกันได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
เนื่องจากงานวิจัยใหม่ ๆ ที่เผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการป้องกันเหล่านี้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกัน ประสบการณ์จากการดูแลเด็กป่วยในแต่ละวันก็ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเช่นกัน
นพ.ฒัชชณพงศ์ ทิ้งท้ายว่า เด็กทุกคนมีโอกาสติดเชื้อ RSV เหมือนกัน แต่ไม่ควรมีเพียงเด็กที่พ่อแม่มีเงินเท่านั้นที่เข้าถึงการป้องกันการป่วยรุนแรงได้ โดยหวังว่าในอนาคตประเทศไทยจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงการป้องกันโรค RSV ในเด็กลงได้