นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า เปิดเผยข่าวดีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมี ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal antibody) สำหรับป้องกันเชื้อไวรัส RSV เพิ่มอีก 1 ชนิด คือ Clesrovimab นับเป็นทางเลือกเพิ่มเติมจาก Nirsevimab ที่เริ่มมีการใช้ในประเทศไทยเมื่อปีก่อน
หมอม็อด อธิบายว่า Clesrovimab ไม่ใช่วัคซีน แต่เป็น "ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป" ซึ่งหลายคนยังสับสนกับวัคซีน โดยวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง ขณะที่ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเป็นการฉีดแอนติบอดีที่ผลิตไว้แล้วเข้าสู่ร่างกาย ทำให้สามารถป้องกัน RSV ได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิ ปัจจุบัน ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่ใช้ป้องกัน RSV มี 2 ชนิด ได้แก่ Nirsevimab และ Clesrovimab
Clesrovimab ฉีดให้ใครได้บ้าง?
ปัจจุบัน Clesrovimab แนะนำให้ใช้ใน เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ที่กำลังเข้าสู่ฤดูการระบาดของ RSV ซึ่งในประเทศไทยอยู่ในช่วง เดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน และสามารถฉีดได้ตั้งแต่แรกเกิด ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำให้ใช้ในเด็กอายุมากกว่า 1 ปี ขณะที่ Nirsevimab สามารถใช้ในเด็กอายุ 1-2 ปี ที่มีโรคประจำตัวและมีความเสี่ยงได้
จุดเด่นของ Clesrovimab
- ใช้ขนาดยาเพียง 105 มิลลิกรัม (0.7 มิลลิลิตร) เพียงขนาดเดียว ไม่ขึ้นกับน้ำหนักตัว
- ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ป้องกัน RSV ได้นานประมาณ 6 เดือน
- สามารถฉีดพร้อมวัคซีนตามกำหนดได้
ประสิทธิภาพในการป้องกัน RSV
จากผลการศึกษาที่ทำในเด็กหลายพันคน พบว่า Clesrovimab
- ช่วยลดโอกาสที่ RSV จะลงปอดจนต้องเข้ารับการรักษาได้ประมาณ 60%
- ช่วยลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลจาก RSV ได้ประมาณ 90%
แพทย์ระบุว่า ถือเป็นผลการศึกษาที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็กซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงจาก RSV
ผลข้างเคียงที่อาจพบ
ผลข้างเคียงโดยรวมพบไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง เช่น
- ปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีด
- อาจมีผื่นเล็กน้อยในบางราย
Clesrovimab หรือ Nirsevimab เลือกตัวไหนดี?
หมอม็อด ระบุว่า ปัจจุบัน ยังไม่มีคำตอบว่าตัวใดดีกว่าอีกตัวหนึ่ง เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยที่เปรียบเทียบ Clesrovimab กับ Nirsevimab แบบตรง ๆ อีกทั้งงานวิจัยของทั้งสองชนิดใช้วิธีประเมินผลที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำตัวเลขมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง
ขณะเดียวกัน องค์กรกุมารแพทย์ในหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป แคนาดา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ต่างมีคำแนะนำไปในทิศทางเดียวกันว่า ทั้ง Clesrovimab และ Nirsevimab เป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ และสามารถใช้ป้องกัน RSV ในเด็กที่เข้าสู่ฤดูการระบาดปีแรกของชีวิตได้
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีองค์กรวิชาชีพใดแนะนำให้เลือกใช้ตัวใดเหนือกว่าอีกตัวหนึ่ง ดังนั้น การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับความพร้อมในการเข้าถึงยา ราคา และการพิจารณาร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ปกครอง
Clesrovimab เป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ไม่ใช่วัคซีน และเป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปตัวที่ 2 สำหรับป้องกัน RSV ที่มีใช้ในประเทศไทย สามารถฉีดได้ตั้งแต่แรกเกิด ใช้เพียง 1 เข็ม และฉีดพร้อมวัคซีนตามกำหนดได้ โดยช่วยลดโอกาสที่ RSV จะลงปอดจนต้องพบแพทย์ได้ประมาณ 60% และลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลได้ประมาณ 90%
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น Clesrovimab หรือ Nirsevimab ต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ช่วยลดโอกาสที่เด็กเล็กจะป่วยรุนแรงจาก RSV และลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การมีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพิ่มอีกหนึ่งทางเลือก จึงถือเป็นข่าวดีสำหรับเด็กไทยและผู้ปกครองในการป้องกันโรค RSV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ