รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีและประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวพีพีทีวีถึงรูปแบบการก่ออาชญากรรมโดยใช้สารพิษไซยาไนด์ในไทยว่า เคยเกิดเคสทำนองนี้มาบ้าง แต่ไม่มากนัก ในเมืองไทยพบหลายกรณี ญาติไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิต เสียชีวิตเพราะถูกวางยา จึงอาจจะไม่ได้มีการชันสูตรศพโดยละเอียด
สำหรับคดีฆาตกรรม "น้องก้อย" และพบว่ามีเคสอื่นๆ อีกประมาณ 10 คดี ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ในลักษณะคล้ายกัน
และเกิดระหว่าง ผู้เสียชีวิต อยู่กับผู้ต้องสงสัยที่เป็นคนๆ เดียวกัน และเหยื่อที่เป็นศพถูกเผาไปหมดแล้วเช่นนี้ เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะดำเนินคดีต่อเนื่องไปถึงคดีอื่นๆ ด้วย
อาจารย์ กฤษณพงค์ บอกว่า ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในคดีก่อนที่ได้เก็บรวบรวมไว้
ย้อนรอยคดีก้อยดับปริศนา! จุดเริ่มต้นสู่มหากาพย์ฆาตกรรม-ไซยาไนด์
ลำดับแรก หลักฐานที่สำคัญที่สุด คือ ผลชันสูตร เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิต ในเคสอื่นๆ ที่มีความเห็นแพทย์ระบุชัดว่า มีการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ ซึ่งเบื้องต้น ตำรวจบอกว่ามี 3 เคส ที่มีการชันสูตร แต่ตำรวจยังไม่เปิดเผยรายละเอียด และต้องรอสอบปากคำแพทย์ผู้ชันสูตรศพก่อน
แต่หากว่าไม่มีผลชันสูตรในอีก 10 คน ก่อนหน้านี้จะสามารถดำเนินคดีกับ ผู้กระทำความผิดได้หรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับการสืบสวน สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งหาสาเหตุ หรือแรงจูงใจในการฆาตกรรม ถ้ามีรูปแบบในการก่อเหตุคล้ายๆกัน
สมมติ ผู้เสียชีวิต คนที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ ผู้ต้องหา และผู้ต้องหา ต้องคืนเงินให้ หรือต้องจ่ายค่าแชร์ให้ สมมติว่า ต้องคืน หรือให้ค่าแชร์วันที่ 20 แต่ก่อนวันที่ต้องจ่ายเงิน เจ้าหนี้กลับเสียชีวิต
พอถึงเคสที่ 2 ก็เป็นเจ้าหนี้เหมือนกัน ต้องได้รับเงินคืนเหมือนกัน แต่เสียชีวิตก่อนวันที่จะคืนเงิน
ทั้งหมดนี้เป็นข้อสันนิษฐานได้ว่าการเสียชีวิตอาจเป็นการฆาตกรรมอำพราง กระทำโดยผู้กระทำความผิดคนเดียวกัน ดังนั้น ควรต้องไปสืบสวนต่อในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ต้องหา มีประวัติอย่างไร ทำงานอะไร ถ้าปล่อยเงินกู้ เอาเงินจากไหน ทำธุรกิจอะไร มีการใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อเชื่อมโยงหาสาเหตุ และแผนประทุษกรรมในคดีก่อนๆ ที่มีความคล้ายคลึงกัน
ทั้งนี้ ณ เวลานี้ ยังเร็วเกินไปที่จะให้คำตอบว่า จะดำเนินคดีได้หรือไม่ จนกว่าจะมีการสืบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุดก่อน