อาจารย์ใหญ่ ผู้อุทิศร่างกายเป็นตำรา (การจากไปที่ไม่เคยสูญสิ้น)

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ผู้ที่สละร่างกายเป็นวิทยาทานและเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฎิบัติให้นักเรียนแพทย์ เราทุกคนต่างเรียกท่านว่าอาจารย์ใหญ่ ซึ่งหลังจากที่เจตนารมย์ของท่านอาจารย์ใหญ่เสร็จสิ้นลง ท่านก็คงจะเต็มอิ่มไปด้วยความรู้สึกของความเป็นครูผู้ให้ผู้สละร่างเป็นพื้นที่บ่มเพาะองค์ความรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางวิทยาการทางการแพทย์ อีกทั้งยังเป็นภููมิใจของครอบครัว วงศ์ตระกูล เพราะการได้เป็นอาจารย์ใหญ่นั้นได้เปลี่ยนแปลงความหมายของการจากไป ให้กลายเป็นคำว่าให้ที่ยิ่งใหญ่และงดงาม



"น้องนนท์"หรือสุธี ตุลขำ อาจารย์ใหญ่ที่สิ้นอายุไขเพียงวัย 17 ปี เป็นอาจารย์ใหญ่วัยรุ่นที่จากไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนญาติพี่น้องของอาจารย์ใหญ่ท่านนี้มีความภาคภูมิใจสูงสุดเผยว่าการจากไปของน้องสร้างรอยยิ้มในใจแม้จะโศกเศร้า


บรรยง จิตรวิสุทธิ์" น้าของน้องนนท์ เล่าถึงหลานสุดที่รักที่สละร่างเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนว่า"น้องนนท์" บอกไว้อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด"ผมคุยกับหลานของผมบ่อยก่อนเขาจะเสีย เพราะ หลานผมไม่เหมือนคนป่วย ทั้งๆ ที่เขาก็ป่วยเป็นมะเร็งมาตั้งแต่เขาอายุ 5 ขวบแล้ว


แต่ก็รักษาหายไปครั้งหนึ่ง ด้วยการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก หมอบอกไว้ว่า โรคนี้มันเวียนนะหมอเขาก็แม่นอย่างกับตาเห็น เมื่อครบ 10 ปีพอดีมันโผล่มาอีก ตอนนั้นอยู่ดีๆ เขาก็เบลอ เพราะมีเนื้องอกในสมอง ทีนี้จะผ่าตัดก็ผ่าไม่ได้ ฉายแสงไปได้แปดเดือน ก็ตรวจเจอโพรงน้ำในสมอง การรักษาดีขึ้นเป็นระดับแต่ในที่สุด ก็ทรุดลงๆ จนเขาเสียไป"


น้าของน้องนนท์ระบุหลานผม คือ เนื้อนาบุญ "บนเตียงในโรงพยาบาลศิริราช ก่อนเขาจะจากไป เขาหัวเราะกิ๊กๆ กั๊กๆ ตลอด ไม่เหมือนคนป่วย ใครที่จะมาโอ๋ๆ เขา เขาไม่ชอบ แม่เขาร้องไห้เขาก็ว่าเอา เขาบอกว่าเขายังอยู่ เขาเดินไปบอกเพื่อนๆ หรือผู้ป่วยหลายคนที่นอนชั้นเดียวกับเขา ปลอบใจในฐานะผู้ป่วยด้วยกันให้ไม่ทุกข์ พูดคุยให้ทุกคนสนุกสนานด้วย


ผมว่ามันเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก ผมเสียดายเด็กอย่างนี้ผมบอกตรงๆ หากเขายังอยู่ เขาคือเนื้อนาบุญ เพราะเขาเป็นเด็กดี จิตใจใฝ่ธรรมมะ ส่วนบริจาคร่างกาย เขาก็บริจาคเองที่โรงเรียนเราไม่ได้ไปบอกให้เขาทำ เราได้แต่บอกว่า ดี สนับสนุนในสิ่งที่เขาอยากจะทำการจากไปของเขามันจุดประกายให้นึกถึง การทำดี เราทุกคนในครอบครัวรู้สึกภูมิใจในตัวเขา เขาสร้างอะไรไว้มันคงมากยิ่งกว่าคุณนามความดี มันน่าภูมิใจยิ่งกว่า"


ทั้งนี้ก่อนจะจากไป น้องนนท์ (อาจารย์ใหญ่)ได้เขียนบันทึกเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วยด้วยกันไว้ พร้อมชี้ให้เห็นทางของธรรมมะ ซึ่งบันทึกเล่มนั้นได้ถูกตีพิมพ์ไปยังโรงเรียนที่เขาศึกษาก่อนที่จะเข้ารักษาตัว รวมทั้งถูกตีพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือบำเพ็ญพระราชทานเพลิงศพ....


"การฟังธรรมะที่ทางโรงพยาบาลเปิดให้ฟัง แล้วคิดพิจารณา ถ้ากำลังใจดี จิตก็เบิกบานแจ่มใส การที่ร่างกายจะดีหรือไม่นั้นไม่ควรกังวล เพราะเราบังคับร่างกายไม่ได้ แต่เราบังคับใจได้ว่าจะให้กังวล หรือหาทางไม่คิดหมกมุ่นกับโรคที่เป็นอยู่ได้ ที่เขียนมานี้ผมขอฝากไว้เป็นกำลังใจแก่ผู้ป่วยทุกท่าน เพราะเราก็ป่วยเหมือนกัน ขอให้ทุกท่านจงมีกำลังใจมีความสุข เจริญ ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดี ร่างกายไม่ใช่ของเราครับ"

กำลังใจ จะดี หรือไม่ดี
ขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลนั่นแหละหนา
กำลังใจคนรอบข้างที่ให้มา
ดูเหมือนว่า ไม่เทียบเท่า ของเราเอง

"เจตนาที่เขาเขียนบันทึก ผมว่าเขาสร้างแง่คิดให้เราไม่ยึดติด ให้เห็นว่า กรรมของเขาติดเขามามาก คนเราทุกคนก็แค่นี้ มันป่วยมันก็ป่วย ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ จนในที่สุดแล้วการจากไปแบบไม่ไร้ค่าเลยครั้งนี้ของเขามันให้เรารู้สึกว่า แม้ตายไปแล้วเขาก็ยังสามารถทำดีได้" คุณน้ากล่าวทิ้งท้าย

ขั้นตอนหลังจากการส่งร่างไปให้นักเรียนแพทย์ได้เรียนรู้แล้ว ทางรพ.จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพแล้ว ญาติและครอบครัวของเหล่าอาจารย์ใหญ่จะรับอัฐิไปดำเนินการตามความต้องการของตัวเองต่อไป

ขั้นตอนการบริจาคร่างกาย

ทั้งนี้ส่วนของขั้นตอนของผู้มีประสงค์ในการรับบริจาค "นายแพทย์สรรใจ แสงวิเชียร" เคยกล่าวให้ฟังว่าหลังจากที่เจ้าของร่างได้แสดงเจตจำนงที่จะบริจาคร่างกายแล้ว เมื่อหมดลมหายใจ เจตนารมณ์ของเจ้าของร่างจะถูกสานต่อโดยญาติของผู้เสียชีวิตและทางหน่วยงานจะเดินทางไปรับร่างนั้น ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่รับศพ จะเข้าตรวจสอบร่างว่าสามารถที่จะนำร่างที่บริจาคไว้มาศึกษาได้หรือไม่


"พอญาติแจ้งมาเราก็รีบเอารถไปรับ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะเช็คดูว่าร่างนั้นจะสามารถนำมาให้นักศึกษาแพทย์เรียนได้หรือไม่ ถ้าสามารถนำมาใช้ได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะนำมาใช้ได้ทันที ร่างนั้นจะถูกนำส่งมา "แช่ศพ" ด้วยน้ำยาก่อน"


สถานที่สำหรับแช่อาจารย์ใหญ่นั้นนายแพทย์สรรใจกล่าวว่าจะต้องปิดมิดชิดไม่มีการรั่ว ซึม โดยจะนำร่างอาจารย์ใหญ่ลงแช่ในน้ำยาให้ท่วมตัว เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้สภาพของผิวหนัง ร่างกาย มีความพร้อม ที่จะให้นักศึกษาได้เรียน "ถ้าเราไม่แช่ศพในน้ำยา ร่างก็จะเหมือนศพตามวัดที่บรรจุในโลงแก้วนั่นล่ะ ร่างจะเหี่ยว แข็ง ไม่ตึง ผ่ายาก" นายแพทย์สรรใจ อธิบาย

หลายคนไม่เข้าใจ...ว่าทำไมต้องเรียนผ่าศพจากร่างกายมนุษย์จริงๆ
บุคคลโดยทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไม ผู้ที่เรียนแพทย์จะต้องเรียนจากร่างกายของมนุษย์จริงๆ ทั้งที่ในปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ล้ำหน้าและสามารถสร้างอวัยวะเทียมที่ใกล้เคียงกับอวับวะของมนุษย์จริงๆ ได้แล้ว นายแพทย์สรรใจ กล่าวว่าการเรียนภาคปฏิบัติที่ดีที่สุด ต้องเรียนรู้ผ่านทางร่างกายมนุษย์จริง

"ผมจะเปรียบเทียบให้ดูนะ ช่างซ่อมทีวีก็ต้องเรียนกับทีวี ไปดูจอภาพ ไปดูลำโพง ไปดูรีโมท แต่หากจะให้ไปเรียนกับรูปภาพทีวีในกระดาษ หรือในคอมพิวเตอร์มันจะเหมือนกันหรือ หมอก็เปรียบเสมือนช่างซ่อมคนนั่นล่ะ ก็ต้องเรียนกับมนุษย์ถึงจะเป็นแบบฝึกหัดที่สมบูรณ์ที่สุดร่างที่สมบูรณ์ที่สุดก็คือร่างของผู้ที่ไม่มีโรคเลย แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าไม่เป็นโรคก็คงไม่ตาย"


นอกจากนี้นายแพทย์สรรใจยังกล่าวอีกด้วยว่าอาจารย์ใหญ่ 1 ร่าง จะเป็นอาจารย์ของนักศึกษาแพทย์ 4 คน และหลังจากอาจารย์ใหญ่ ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่นศ.แพทย์ จนครบถ้วนกระบวนความแล้วนักศึกษาแพทย์จะรวบรวมไปจัดพิธีบำเพ็ญกุศล และพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษแก่อาจารย์ใหญ่ หลังเจตนารมณ์ครั้งสุดท้ายของอาจารย์สัมฤทธิ์


สุดท้ายนายแพทย์สรรใจ แสงวิเชียร กล่าวว่าสถิติจำนวนร่างอาจารย์ใหญ่ ที่ได้รับบริจาค ในปัจจุบันจำนวนร่างของอาจารย์ใหญ่ที่นำมาใช้เรียนมีมากขึ้นและอยู่ในสภาวะที่เพียงพอต่อการเรียน


"ตอนนี้มีร่างของอาจารย์ใหญ่อยู่มากพอ แต่เราก็ไม่พอใจเท่าไร เพราะหากมีมาก แต่เรียนไม่หมดเนี่ย ศพจะเสีย พร้อมกับเสียเจตนารมณ์ของอาจารย์ใหญ่ด้วย อย่างเราใช้เรียนทั้งหมด 70 ร่าง เราก็เก็บไว้เผื่ออีก เป็น 140 เลย เผื่ออนาคตอาจจจะไม่เพียงพอต่อการเรียนพูดตรงๆ คนไทยน่ะใจบุญ จึงทำให้มีอาจารย์ใหญ่เยอะอย่างนี้

"หลวงพ่อคูณ"ท่านก็ยังแจ้งประสงค์จะบริจาคร่างกาย ให้กับทาง ม.ขอนแก่นเลย ในขณะที่บรรดาลูกศิษย์บางส่วนก็ขอหลวงพ่อคูณท่านไม่อยากให้บริจาค ผมนี่สุดประทับใจคำที่ท่านบอกเลยว่า "ตายแล้วมันก็เน่าหมด พวกมึงให้กูทำบุญสมใจไม่ได้เหรอ"


นศพ.ทุกคนให้ความเคารพและเทิดทูน อาจารย์ใหญ่


เพราะอาจารย์ใหญ่เป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่เมตตาให้ความรู้ด้วยร่างทั้งร่างกับนักศึกษาแพทย์เมื่ออาจารย์ใหญ่ ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่นศ.แพทย์ จนครบถ้วนกระบวนความแล้ว นักศึกษาแพทย์จะรวบรวมไปจัดพิธีบำเพ็ญกุศล และพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษแก่อาจารย์ใหญ่ หลังเจตนารมณ์ครั้งสุดท้ายของอาจารย์สัมฤทธิ์

และเราก็มักจะได้เห็นนักศึกษาแพทย์ต่างช่วยกันอย่างขยันขันแข็งเพื่อเป็นการแสดงความเคารพครั้งสุดท้ายแก่อาจารย์ใหญ่ผู้เป็นที่รัก

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ