โดยเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ณ ดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ 80 ปีก่อนพุทธศักราช เป็น "วันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ" ณ ใต้ร่มไม้สาละ ในพระราชอุทยานลุมพินีวัน ซึ่งอยู่ในเขตประเทศเนปาลปัจจุบัน เหตุการณ์ต่อมา เมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราช เป็น "วันที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชลา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน
วันนี้เองที่เป็นวันประกาศชัยชนะของมวลมนุษยชาติ นับจากวินาทีที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติจากพระนางสิริมหามายาใต้ร่มไม้สาละ ทรงพระดำเนินไปได้ 7 ก้าว และทรงเปล่งอาสภิวาจา (วาจาประกาศความเป็นผู้สูงสุด) ขึ้นว่า …
เราเป็นผู้เลิศที่สุด เราเป็นผู้เจริญที่สุด เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่เรา
วาจาประกาศิตนี้ เป็นการประกาศเป้าหมายแห่งการอุบัติขึ้นของเจ้าชายสิทธัตถะ และเป็นการประกาศถึงศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ทุกคน ที่จะสามารถพัฒนาตนให้เป็นผู้เลิศที่สุด เจริญที่สุด
ประเสริฐที่สุด และทำให้ภพชาตินี้เป็นภพชาติสุดท้ายของเราด้วยกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสมณะ ชีพราหมณ์ ผู้หญิงผู้ชาย เด็กหรือคนแก่ ไม่มีมนุษย์คนใดที่มีขีดจำกัดในการก้าวถึงศักยภาพอันสูงสุดของการได้เกิดเป็นมนุษย์เลย
มนุษย์ทุกคนจึงควรมีเป้าหมายชีวิตและเข็มทิศที่ชัดเจน
แม้เลือดเนื้อในร่างกายจะเหือดแห้ง เหลือแต่ หนัง เอ็นหุ้มกระดูกก็ตาม
หากยังไม่ได้บรรลุซึ่งพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์นี้เป็นอันขาด
ทรงแสดงให้เห็นถึงปณิธานอันเด็ดเดี่ยวของมหาบุรุษ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับมนุษย์ทุกคนว่า
หากเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจในการกระทำสิ่งใดแล้วไซร้ ย่อมสำเร็จผลตามที่ตั้งใจไว้ และทุกอย่างเกิดขึ้นได้จากการกระทำของตนเอง ไม่ใช่จากการอ้อนวอนขอหรือจากปัจจัยภายนอกแต่อย่างใด
ทันทีที่ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานว่า
เราตามหานายช่างผู้สร้างเรือน เมื่อไม่พบ จึงเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏมากมายหลายชาติ การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์
นายช่างผู้สร้างเรือนเอ๋ย บัดนี้เราพบท่านแล้ว ท่านจะสร้างเรือนไม่ได้อีกแล้ว จันทันอกไก่เราทำลายแล้ว เรือนยอดเราก็รื้อแล้ว จิตของเราเข้าถึงพระนิพพาน ได้บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว
ที่ทำให้คนต้องเวียนว่ายตายเกิดในชาติภพต่างๆ ไม่จบสิ้น
เรียกว่าวงจรแห่งสังสารวัฏไม่มีทางสิ้นสุด
“จันทัน อกไก่” หมายถึง กิเลสน้อยใหญ่อื่นๆ
ส่วน “เรือนยอด” หมายถึงอวิชชา
พระพุทธองค์ทันทีที่ตรัสรู้ ก็ทรงเปล่งอุทานว่า
บัดนี้ เราได้ทำลายกิเลสตัณหาพร้อมอวิชชาได้แล้ว ได้บรรลุพระนิพพานแล้ว
พุทธปฐมอุทานนี้สำคัญมาก เป็นการประกาศชัยชนะของมนุษย์ที่มีเหนือกิเลสตันหาอุปทาน
และขจัดความไม่รู้ทั้งหลาย เป็นการแสดงถึงความดับของกิเลสตันหา เรียกว่ากิเลสนิพพาน
เป็นการตรัสรู้ของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา ใต้ต้นสาละคู่ พระพุทธองค์ตรัสสั่งความแก่พระอานนท์ว่า ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้ว จักเป็นศาสดาของท่านทั้งหลายเมื่อเราล่วงลับไป
จากนั้น ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายเข้าเฝ้า แล้วตรัสว่า “วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลว่า
สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา
ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
“ความไม่ประมาท” เป็นหลักธรรมสำคัญของพุทธศาสนา
ในพระไตรปิฎก ท่านกล่าวถึงคุณค่าของความไม่ประมาทว่า
“ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย
ความไม่ประมาท เป็นทางแห่งความไม่ตาย
คนไม่ประมาท ไม่มีวันตาย
คนประมาท ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว”
ความไม่ประมาท คือ การมีสติสัมปชัญญะ การระลึกรู้สึกตัวในทุกขณะที่ดำรงชีวิตอยู่
และนี่คือ 3 พุทธโอวาทที่สำคัญในวันแห่งพระพุทธเจ้า วันสำคัญแห่งชัยชนะของมวลมนุษยชาติ.