จากกรณี กรุงเทพมหานคร เปิดกฎหมายคุมการเลี้ยงฯ มีผล 10 ม.ค. 69 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมจำนวนสัตว์เลี้ยงและลดปัญหาสัตว์จรจัดในพื้นที่กรุงเทพ ทั้งนี้ ประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์เกินกว่าจำนวนที่กำหนด ให้แจ้งภายในวันที่ 9 เม.ย. 69 กรณีสัตว์เลี้ยงใหม่ (เลี้ยงหลัง 10 ม.ค. 69) จะจำกัดจำนวนการเลี้ยงตามข้อบัญญัติ
ข้อมูลภายในไมโครชิป จะ เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวของสัตว์เลี้ยง ซึ่งประกอบด้วยเลขประจำตัวของน้องๆ ที่ไม่ซ้ำกัน ทั้งหมด 15 หลัก
ซึ่งตัวเลขทั้ง 15 หลักนี้จะเป็นเหมือนชุดกุญแจที่จะไขเข้าไปดูฐานข้อมูลของสัตว์เลี้ยงที่ฝังไมโครชิป โดยในฐานข้อมูลนี้จะระบุข้อมูลประจำตัวที่สำคัญของสัตว์เลี้ยงเอาไว้ อาทิ ข้อมูลสัตว์เลี้ยง เช่น ชื่อ พันธุ์ เพศ สี อายุ เป็นต้นข้อมูลของเจ้าของสัตว์เลี้ยง ข้อมูลโรงพยาบาลที่ฝังไมโครชิปให้
ถ้าจะเปลี่ยนเจ้าของสัตว์จะต้องทำอย่างไร?
- เจ้าของสัตว์ต้องยื่นเอกสารตามแบบ คลส.4 ต่อคลินิคสัตวแพทย์กรุงเทพมหานคร หรือ สำนักงานเขต หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
สิ่งที่ต้องแสดงต่อเจ้าหน้าที่
- บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของคนใหม่
- ทะเบียนบ้านที่เป็นสถานที่เลี้ยงแห่งใหม่
เอกสารแนบ
- แนบ คลส.3 (บัตรประจำตัวสุนัขและแมว)
- หนังสือยินยอมจากผู้เช่า
- หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่สะดวกมาดำเนินการด้วยตัวเอง)
ถ้าย้ายที่อยู่ของสัตว์เลี้ยง หรือ บัตรประจำตัวสัตว์สูญหาย หรือ ตาย ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่หรือไม่?
- ให้แจ้งต่อคลินิกสัตวแพทย์ กรุงเทพมหาคร หรือ สำนักงานเขต โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใน 30 วัน ตามแบบคลส.4
ถ้าสัตว์เลี้ยงหายจะต้องทำอย่างไร
ให้แจ้งต่อคลินิกสัตวแพทย์ กรุงเทพมหาคร หรือ สำนักงานเขต โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใน 3 วัน ตามแบบคลส.4 และหากพบสัตว์ที่หายแล้วต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ภายใน 3 วัน เช่นกันแต่ทั้งนี้ หากสัตว์ที่สูญหายได้รับการฉีดฝังไมโครชิป จะสามารถระบุตัวตนสัตว์และเจ้าของได้ ผ่านการตรวจสอบเลขรหัสไมโครชิปในระบบ ฐานข้อมูลของกรุงเทพมหานคร ซึ่งไมโครชิป ไม่มีระบบ GPS จึงไม่สามารถค้นหาสัตว์จาก การระบุพิกัดได้
ผู้ที่จดทะเบียนสัตว์เลี้ยงต้องรับผิดชอบไม่ว่าจะเกิดกรณีใดๆก็ตาม ถือว่าเป็นเจ้าของและผู้รับผิดชอบตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว สิ่งสำคัญ ถ้าสัตว์เลี้ยงตาย หาย ย้ายที่อยู่ เปลี่ยนเจ้าของ ผู้ที่จดทะเบียนต้องดำเนินการขั้นตอนสำคัญต่างๆตามสำนักงานสัตวแพทย์ได้ออกมาประกาศอย่างเคร่งครัด