เมื่อพูดถึงหนังฟรอมยักษ์ คงมีชื่อของผู้กำกับไม่กี่คนที่ถูกพูดถึง และแน่นอนว่าหนึ่งในไม่กี่คนที่ว่า จะต้องคิดถึงเจ้าพ่ออย่าง “Christopher Nolan” เพราะล่าสุด โนแลนด์ ได้ปล่อย The Odyssey หนังที่หลายๆ คนบอกว่าถือเป็นมหากาพย์ และได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นชื่อของ Christopher Nolan ปรากฏอยู่บนโปสเตอร์ The Odyssey จนได้กลายมาเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด
สำหรับใครหลาย ๆ คนที่เป็นคอหนังตัวยงจะต้องคุ้นหูกับชื่อผู้กำกับอย่าง Christopher Nolan ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้กำกับอีกต่อไป แต่ยังคงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่สามารถการันตีได้เลยว่าผลงานจะเป็นการสร้างแบบมหากาพย์อย่างแน่นอน นับตั้งแต่เรื่องแจ้งเกิดอย่าง Memento และมีการสร้างปรากฏการณ์กระแสครั้งใหญ่จากเรื่อง The Dark Knight ไปจนถึงผลงานล่าสุดที่ได้คว้ารางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครอบครองอย่าง Oppenheimer การที่ได้มาทำมหากาพย์กรีก 3,000 ปีครั้งนี้จึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลงและท้าทายอันยิ่งใหญ่ของ Christopher Nolan
Nolan เส้นทางจากผู้กำกับหนังทุนต่ำสู่ฟอร์มยักษ์ระดับพันล้าน
Christopher Nolan เริ่มต้นเส้นทางในวงการกำกับภาพยนตร์จากภาพยนตร์ทุนต่ำอย่าง Following ในปี 1998 ก่อนจะเริ่มแจ้งเกิดจาก Memento ซึ่งเป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญจากทุนสร้างต่ำ และโดดเด่นด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบย้อนลำดับเวลา โดยจุดเด่นสำคัญคือการที่ให้คนดูค่อย ๆ ได้คิดตาม พร้อมหาความจริงไปกับตัวละคร และได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างปัจจุบัน
หลังจากนั้น Nolan ก็ได้เข้าสู่วงการกำกับหนังฮอลลีวูดอย่างเต็มตัวซึ่งสามารถเห็นได้ชัดจากผลงานต่าง ๆมากมาย เช่น Batman Begins (2005) และ The Dark Knight (2008) ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ถึงขั้นที่ได้กลายมาเป็นภาพยนตร์ระดับตำนานของฮอลลีวูด ผลงานอันเลื่องลือมากมายของ Nolan สามารถเป็นตัวพิสูจน์ได้ว่า เขาสามารถสร้างภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้ และยังได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก
นอกจากนี้ยังมีผลงานอีกมากมายที่สามารถยืนยันได้ว่าฝีมือของ Nolan นั้นเป็นที่ยอมรับจริงๆ อาทิเช่น Inception, Interstellar, Dunkirk และ Tenet ซึ่งผลงานเหล่านี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามมากมาย บางเรื่องผ่านการพัฒนาบทนานกว่าสิบปี บางเรื่องทุ่มเทกับการหาตัวประกอบจำนวนมากเพื่อความสมจริง โดยเอกลักษณ์ที่สำคัญที่เห็นแล้วจะต้องนึกถึง Nolan คือภาพยนตร์ที่สามารถทำให้คนดูรู้สึกไปกับตัวละคร รู้สึกเหมือนได้เข้าไปเจอสถานการณ์จริง ๆ นั่นเอง
และอีกครั้งในปี 2023 กับภาพยนตร์ Oppenheimer ที่ตอกย้ำศักยภาพของ Nolan โดยกวาดรางวัลออสการ์ ถึง 7 สาขา รวมไปถึงสาขาภาพยนต์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และสร้างรายได้สูงเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์
วิธีเล่าเรื่องในแบบฉบับของ Christopher Nolan
การกำกับภาพยนตร์ผ่านมุมมองของชายคนหนึ่งที่ไม่เคยได้เรียนด้านฟิล์มหรือกำกับภาพยนตร์มาก่อน อีกทั้งตลอดเส้นทางการทำงานในชีวิตของเขานั้นได้ผ่านยุคเปลี่ยนผ่านสำคัญจากฟิล์มแอนะล็อกสู่เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้การกำกับนั้นออกมามีเสน่ห์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก รวมถึงเขายังมีวิธีการทำงานที่แตกต่างจากผู้กำกับคนอื่น ๆ อาทิเช่น
การไม่ใช้สมาร์ตโฟนและไม่ติดต่อสื่อสารผ่านอีเมลในชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะได้มีสมาธิกับการสร้างสรรค์ผลงานได้มากขึ้น และทุกครั้งที่เขาเขียนบท เขามักจะว่าจ้างที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในด้านนั้นจริง ๆ เพื่อให้เข้ามาช่วยในด้านการเขียนสคริปต์ ทำให้สามารถเข้าถึงเนื้อเรื่องได้อย่างเป็นธรรมชาติ
อย่างที่ได้กล่าวไปว่าหัวใจหลักของการเล่าเรื่องฉบับ Nolan คือการเล่าเรื่องแบบไม่เป็นเส้นตรง สลับเส้นเรื่อง (Non-linear Storytelling) โดยที่เขามักจะร้อยเรียงเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างซับซ้อนเพื่อปล่อยให้ผู้ชมได้ลองแก้ไขปมและโยงเรื่องราวต่าง ๆ
นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์สำคัญที่สามารถสะท้อนความเป็น Nolan ได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือการใช้เทคนิคพิเศษที่เกิดขึ้นจริงในกองถ่าย (practical effects) มากกว่าการที่จะพึ่งพา CGI เพื่อให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ถึงผู้ชมได้สมจริงที่สุด เขาจึงเลือกที่จะสร้างฉากและเหตุการณ์ขึ้นมาจริง ๆ เช่น สร้างระเบิดเครื่องบินจริงใน Tenet และยังชอบใช้กล้อง IMAX และฟิล์มขนาดใหญ่ในงานสร้างภาพยนตร์ เพื่อให้คนรู้สึกได้สัมผัสประสบการณ์เหมือนกับว่าตัวเองได้เข้าไปอยู่ในฉากนั้น ๆ
จากผู้กำกับหนังไซไฟสู่มหากาพย์กรีก
เมื่อมีการประกาศว่า Nolan จะเป็นผู้กำกับให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Odyssey หลายคนก็อดที่จะตั้งตารอไม่ไหวที่จะชมผลงานของผู้กำกับที่คุ้นเคยกับเรื่องราวเกี่ยวกับอวกาศ หรือกาลเวลาต่าง ๆ ว่าจะตีความมหากาพย์กรีกโบราณกว่า 3,000 ปีออกมาอย่างไร
ผู้ชมหลายท่านอาจรู้สึกว่าผลงานภาพยนตร์ The Odyssey ค่อนข้างแตกต่างจากผลงานทั้งหมดที่เขาเคยทำมา แต่ถ้าได้มองอีกมุมหนึ่งจะพบว่า The Odyssey ก็ได้สอดแทรกเรื่องราวของการเดินทางกลับบ้านที่ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงได้ทั้งการเผชิญกับความสูญเสีย หรือการก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่าง ๆ
นั่นหมายถึงว่าถึงแม้บางมุม The Odyssey จะดูแตกต่างจากผลงานอื่นอย่างชัดเจน เพราะเต็มไปด้วยเรื่องราวของวีรบุรุษ แต่อีกมุมหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมีบางประเด็นที่สอดคล้องกับสิ่งที่ Nolan สนใจมาตลอด
หลังจากที่เคยผ่านการทำภาพยนตร์ทั้งสงคราม ไซไฟ หรือแม้กระทั่งซูเปอร์ฮีโร่ และได้กวาดรางวัลออสการ์มามากมาย The Odyssey อาจเป็นเหมือนอีกหนึ่งความท้าทายให้ Nolan ได้แสดงความสามารถและแพสชันทั้งหมดที่เขามีให้กับการกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้
หากได้มองย้อนกลับไปถึงเส้นทางการทำงานของ Nolan จะเห็นได้ชัดเจนว่าตัวเขานั้นพัฒนาความสามารถของตัวเองอยู่เสมอ เริ่มตั้งแต่จุดเล็ก ๆ อย่างหนังทุนต่ำจนมาถึงปัจจุบันที่เป็นผู้กำกับแนวหน้าสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ การที่นำมหากาพย์กรีกกลับมาเล่าอีกครั้งใน The Odyssey จึงเป็นเหมือนอีกหนึ่งความท้าทายที่ทุกคนต่างคาดหวังและตั้งตารอ
เช็กลิสต์หนังในตำนาน Nolan
- The Odyssey (2026)
- Oppenheimer (2023)
- Tenet (2020)
- Dunkirk (2017)
- Interstellar(2014)
- The Dark Knight Rises (2012)
- Inception (2010)
- The Dark Knight (2008)
- The Prestige (2006)
- Batman Begins (2005)
- Insomnia (2002)
- Memento (2000)
- Following (1998)
เรียกได้ว่าใครเก็บครบหมดก็เรียกได้ว่าเป็นแฟนตัวยงของพ่อโนแลนได้เลยทีเดียว!