"กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออก" สายพันธุ์กอริลลาที่ใหญ่ที่สุด ผู้ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออก" สายพันธุ์กอริลลาที่ใหญ่ที่สุด ผู้อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง พบตามธรรมชาติได้ในดีอาร์คองโก ยักษ์ใหญ่ใจดีที่กินพืชเป็นหลัก

ท่ามกลางป่าฝนหนาทึบทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก มีไพรเมตร่างใหญ่ชนิดหนึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันเดินหาใบไม้ ยอดพืช ผลไม้ และลำต้น ก่อนสร้างรังใหม่จากกิ่งไม้และใบไม้สำหรับนอนในแต่ละคืน มันคือ "กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออก" (Eastern Lowland Gorilla) ซึ่งรู้จักกันอีกชื่อว่า กอริลลากราเออร์ (Grauer’s Gorilla)

กอริลลาที่ใหญ่ที่สุด

ความโดดเด่นไม่ได้อยู่เพียงรูปร่างทรงพลังเท่านั้น เพราะนี่คือกอริลลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดากอริลลา 4 ชนิดย่อย และเป็นหนึ่งในไพรเมตที่มีชีวิตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตัวผู้โตเต็มวัยมีน้ำหนักได้ประมาณ 150–209 กิโลกรัม และอาจยืนสูงเกือบ 2 เมตร แต่สัตว์ร่างยักษ์ชนิดนี้กลับดำรงชีวิตด้วยอาหารจากพืชเป็นหลัก

สิ่งที่ทำให้อนาคตของมันน่ากังวลคือ กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกพบตามธรรมชาติ เฉพาะในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเท่านั้น และปัจจุบันถูกจัดอยู่ในสถานะ Critically Endangered หรือใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gorilla beringei graueri เป็นชนิดย่อยของ กอริลลาตะวันออก (Gorilla beringei) ในวงศ์ Hominidae หรือวงศ์ลิงใหญ่ เช่นเดียวกับกอริลลา ชิมแปนซี โบโนโบ และมนุษย์

กอริลลาที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ กอริลลาตะวันออก (Gorilla beringei) และ กอริลลาตะวันตก (Gorilla gorilla) แต่ละชนิดแบ่งออกเป็นชนิดย่อยอีก 2 กลุ่ม จึงเกิดกอริลลา 4 ชนิดย่อยที่เรารู้จักในปัจจุบัน

ชื่อ Grauer’s Gorilla ถูกใช้เป็นอีกชื่อหนึ่งของ Eastern Lowland Gorilla อย่างแพร่หลาย โดยชื่อชนิดย่อย graueri ตั้งขึ้นเพื่อเชื่อมโยงกับ รูดอล์ฟ กราเออร์ นักสัตววิทยาและนักสำรวจชาวออสเตรียผู้เก็บตัวอย่างกอริลลาจากพื้นที่แอฟริกากลางในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

อย่างไรก็ตาม ในงานด้านการอนุรักษ์ยุคปัจจุบัน ชื่อ Grauer’s Gorilla มักถูกใช้มากขึ้น เพราะช่วยลดความสับสนกับคำว่า "Lowland" ซึ่งอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าสัตว์ชนิดนี้อาศัยเฉพาะพื้นที่ราบต่ำเท่านั้น

กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออก

ชื่อ "ที่ราบต่ำ" แต่ไม่ได้อยู่แค่ที่ราบต่ำ

แม้ชื่อภาษาอังกฤษจะมีคำว่า Lowland แต่กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกมีช่วงระดับความสูงของถิ่นอาศัยกว้างมาก และสามารถพบได้ทั้งในป่าที่ราบต่ำ ป่ารอยต่อ และป่าภูเขา มันมีช่วงระดับความสูงของถิ่นอาศัยกว้างที่สุดในบรรดากอริลลาชนิดย่อยทั้งหมด โดยประชากรที่ศึกษาในอุทยานแห่งชาติคาฮูซี-บีเอกา สามารถอาศัยตั้งแต่ป่าดิบหนาทึบ ไปจนถึงพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าที่มีความชื้นปานกลาง และพรุ

ตัวอย่างชัดเจนคือประชากรขนาดเล็กในภูเขาชาเบริมู ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติวิรุงกา โดยทางอุทยานแห่งชาติระบุว่า กอริลลากลุ่มนี้อาศัยอยู่ในผืนป่าที่แยกออกจากประชากรอื่นบนภูเขา และพื้นที่ป่าแห่งนั้นมีขนาดเพียงประมาณ 77 ตารางกิโลเมตร คำว่า Eastern Lowland Gorilla จึงสะท้อนประวัติการตั้งชื่อมากกว่าการหมายความว่ากอริลลาชนิดนี้จะต้องอาศัยอยู่บนพื้นราบเสมอไป

กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกเป็นกอริลลาชนิดย่อยที่ใหญ่ที่สุด ตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ 150–209 กิโลกรัม ขณะที่ตัวเมียในตัวอย่างที่มีข้อมูลหนักประมาณ 73–80 กิโลกรัม ส่วนความสูงของตัวผู้อยู่ประมาณ 1.69–1.96 เมตร และตัวเมียประมาณ 1.6 เมตร

ขณะที่องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ระบุว่าน้ำหนักอาจสูงถึงประมาณ 440 ปอนด์ หรือราว 200 กิโลกรัม และเมื่อตั้งตัวขึ้นสามารถสูงประมาณ 4–5.5 ฟุต

ต่างจากกอริลลาภูเขาอย่างไร?

กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกกับกอริลลาภูเขาเป็นญาติใกล้ชิดกันมาก เพราะเป็นชนิดย่อยของ Gorilla beringei เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกโดยทั่วไปมี ขนสั้นกว่า ใบหน้าแคบกว่า และรูจมูกกลมกว่า เมื่อเทียบกับกอริลลาภูเขา โดยขนที่สั้นกว่าสอดคล้องกับการที่ประชากรจำนวนมากอาศัยในป่าที่ระดับความสูงต่ำกว่าและมีอากาศอบอุ่นกว่าถิ่นอาศัยบนภูเขาสูง

สิ่งที่ต่างกันชัดเจนอีกประการคือเขตกระจายพันธุ์ กอริลลาภูเขาพบในบางส่วนของ ดีอาร์คองโก รวันดา และยูกันดา ขณะที่กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกพบตามธรรมชาติ เฉพาะในดีอาร์คองโกประเทศเดียว

แม้มีเขี้ยว กล้ามเนื้อ และร่างกายทรงพลัง แต่กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกเป็นสัตว์ที่กินอาหารจากพืชเป็นหลัก องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ระบุว่าอาหารของพวกมันประกอบด้วย ผลไม้และพืชล้มลุก เป็นส่วนสำคัญ รวมถึงอาจกินใบไม้ ลำต้น เปลือกไม้ และยอดพืชหลากหลายชนิด

แม้จะอธิบายว่าเป็นสัตว์กินพืชเป็นหลัก แต่ไม่ใช่สัตว์กินพืชแบบ 100% เพราะมีการพบว่ากิน มด ปลวก และแมลงขนาดเล็กบางชนิดด้วย เพียงแต่อาหารจากสัตว์เป็นสัดส่วนค่อนข้างน้อย

แต่ละวันกอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกทำอะไรบ้าง

ชีวิตประจำวันของกอริลลาส่วนใหญ่ไม่ได้เต็มไปด้วยการต่อสู้ แต่ประกอบด้วยกิจกรรมง่าย ๆ คือ กิน เดิน พัก และอยู่กับสมาชิกในกลุ่ม โดยกอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกใช้เวลากลางวันหาอาหารและพัก ก่อนจะสร้างรังใหม่สำหรับนอนในตอนกลางคืน

สิ่งที่น่าสนใจคือพวกมันไม่ได้ใช้รังเดิมเป็นบ้านถาวร แต่สร้างที่นอนใหม่แทบทุกคืน รังของพวกมันสร้างจากกิ่ง ใบ และพืชที่หาได้รอบตัว บางครั้งอยู่บนพื้น และบางครั้งสามารถสร้างเหนือพื้นตามโครงสร้างพืชที่เหมาะสม

กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกเป็นสัตว์สังคม ข้อมูลที่รวบรวมจากงานภาคสนามพบกลุ่มตั้งแต่ประมาณ 2 ตัวไปจนถึงมากกว่า 30 ตัว และกลุ่มของกอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกโดยทั่วไปมีแนวโน้มใหญ่กว่ากลุ่มของกอริลลาตะวันตก

โครงสร้างที่พบได้ทั่วไปประกอบด้วยตัวผู้จ่าฝูง 1 ตัว ตัวเมียหลายตัว และลูกในช่วงวัยต่าง ๆ แม้บางกลุ่มสามารถมีตัวผู้โตเต็มวัยมากกว่าหนึ่งตัวได้

เมื่อตัวผู้วัยหนุ่มเติบโตขึ้น หลายตัวจะค่อย ๆ ออกจากกลุ่มที่เกิด แล้วใช้ชีวิตตามลำพังหรือร่วมกับตัวผู้ตัวอื่นชั่วคราว ก่อนพยายามสร้างกลุ่มของตัวเองในอนาคต ขณะที่ตัวเมียเมื่อโตเต็มวัยก็มักย้ายไปเข้าร่วมกลุ่มอื่นหรือติดตามตัวผู้โตเต็มวัยตัวใหม่ ซึ่งพฤติกรรมการย้ายกลุ่มนี้ยังช่วยลดโอกาสผสมพันธุ์ระหว่างญาติใกล้ชิดภายในกลุ่มเดิม

กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออก

เป็นสัตว์สงบ ไม่ก้าวร้าว

รูปร่างใหญ่และเขี้ยวที่เห็นได้ชัดอาจทำให้กอริลลาดูน่ากลัว แต่โดยทั่วไปกอริลลาเป็นสัตว์ค่อนข้างสงบและไม่ก้าวร้าว หากไม่ได้ถูกคุกคามอย่างรุนแรง เมื่อเผชิญผู้บุกรุก จ่าฝูงสามารถแสดงพฤติกรรมข่มขู่ เช่น ส่งเสียง ตบอก เคลื่อนที่เข้าหา หรือทำลายพืชบริเวณใกล้เคียง เพื่อเตือนอีกฝ่ายก่อนที่จะเกิดการปะทะจริง

กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกมีอัตราการสืบพันธุ์ต่ำมาก ตัวเมียตั้งท้องประมาณ 8 เดือนครึ่ง และโดยทั่วไปออกลูกครั้งละ 1 ตัว หลังคลอด ลูกจะกินนมแม่ประมาณ 3 ปี และยังคงอยู่ใกล้แม่เป็นเวลาประมาณ 3–4 ปี ลูกสามารถเริ่มคลานเมื่ออายุราว 9 สัปดาห์และเดินได้เมื่ออายุประมาณ 35 สัปดาห์

ตัวเมียเข้าสู่วัยเจริญประมาณ 8 ปี และตัวผู้ประมาณ 12 ปี ขณะที่ข้อมูลวงจรชีวิตกอริลลาโดยรวม การเริ่มสืบพันธุ์จริงมักเกิดช้ากว่าวัยเจริญพันธุ์ โดยตัวเมียให้กำเนิดลูกเพียงประมาณหนึ่งตัวทุก 4 ปี

กอริลลาตัวเมียต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าสู่วัยสืบพันธุ์ ตั้งท้องนาน ออกลูกครั้งละหนึ่งตัว และต้องดูแลลูกเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะพร้อมมีลูกอีกครั้ง กอริลลาตัวเมียตลอดชีวิตอาจให้กำเนิดลูกเพียงประมาณ 3–4 ตัว เท่านั้น

ดังนั้น หากตัวเมียโตเต็มวัยหรือจ่าฝูงถูกฆ่า การสูญเสียไม่ได้หายไปจากประชากรเพียงหนึ่งตัว แต่สามารถส่งผลต่อโอกาสสืบพันธุ์และโครงสร้างของกลุ่มต่อเนื่องไปอีกหลายปี นี่คือเหตุผลว่าทำไมสัตว์ที่มีอัตราสืบพันธุ์ช้าอย่างกอริลลาจึงฟื้นประชากรได้ยากมากหลังเผชิญการล่าอย่างหนัก

กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกพบที่ไหน?

ในธรรมชาติ กอริลลาชนิดย่อยนี้พบเฉพาะทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พื้นที่สำคัญ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติคาฮูซี-บีเอกา อุทยานแห่งชาติไมโก ป่าอิตอมบเว ภูมิภาคคาเซเซ และจังหวัดคิวูเหนือ

หนึ่งในประชากรที่มีชื่อเสียงและได้รับการศึกษามากที่สุดอยู่ในอุทยานแห่งชาติคาฮูซี-บีเอกา ซึ่งองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลระบุว่า เป็นแหล่งของประชากรกอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกที่ได้รับการคุ้มครองขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง

ขณะที่ประชากรบริเวณภูเขาชาเบริมู ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติวิรุงกา เป็นประชากรขนาดเล็กและโดดเดี่ยว ซึ่งยิ่งเพิ่มความสำคัญของการรักษาผืนป่าที่เชื่อมโยงและถิ่นอาศัยที่เหลืออยู่

สำหรับพื้นที่ที่กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกยังครอบครองอยู่ลดลงอย่างหนัก และปัจจุบันอาจเหลือเพียงประมาณ 13% ของเขตกระจายพันธุ์ในอดีต โดยองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลระบุว่า ในช่วงประมาณ 50 ปี พื้นที่กระจายพันธุ์ที่กล่าวถึงลดลงจากราว 8,100 ตารางไมล์ เหลือประมาณ 4,600 ตารางไมล์ ขณะเดียวกันการกระจายตัวจริงของประชากรภายในพื้นที่เดิมก็หดตัวลงมาก

การสูญเสียถิ่นอาศัยจึงไม่ได้หมายถึงเพียงป่าน้อยลง แต่ยังทำให้ประชากรแต่ละกลุ่มถูกแบ่งแยกออกจากกันและมีโอกาสแลกเปลี่ยนสมาชิกระหว่างพื้นที่ยากขึ้น

กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออก

จากเกือบ 17,000 ตัว สู่การลดลงมากกว่าครึ่ง

สิ่งที่แหล่งข้อมูลหลายแห่งเห็นตรงกันมากกว่าตัวเลขประชากรปัจจุบัน คือ การลดลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับอดีต โดยช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1990 เคยมีการประเมินประชากรราว 16,900–17,000 ตัว แต่จำนวนลดลงมากกว่า 50% ในช่วงเวลาต่อมา

เหตุผลสำคัญคือช่วงดังกล่าวตรงกับความไม่สงบครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกของดีอาร์คองโก ซึ่งทำให้ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การสำรวจ การลาดตระเวนพื้นที่อนุรักษ์ และการป้องกันการล่าสัตว์ทำได้ยากขึ้น

กอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกถูกจัดอยู่ในสถานะ Critically Endangered (CR) หรือ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นระดับการถูกคุกคามขั้นสูงสุดของ IUCN สำหรับชนิดที่ยังมีประชากรเหลืออยู่ในธรรมชาติ ก่อนระดับ Extinct in the Wild หรือสูญพันธุ์จากธรรมชาติ

ดังนั้น แม้ชื่อกอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกอาจไม่คุ้นหูเท่ากอริลลาภูเขา แต่สถานการณ์ของมันกลับอยู่ในระดับวิกฤตอย่างยิ่ง หนึ่งในภัยคุกคามรุนแรงที่สุดคือ การล่าเพื่อเนื้อสัตว์ป่า หรือ Bushmeat

พื้นที่ที่กอริลลาอาศัยอยู่ทับซ้อนกับบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากความยากจน ความไม่สงบ การทำเหมือง และการเคลื่อนย้ายของผู้คน ทำให้การล่าสัตว์ป่าเพื่ออาหารและการค้าเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น

ปัญหาสำคัญคือ กอริลลาไม่สามารถเพิ่มประชากรเพื่อชดเชยการถูกล่าได้รวดเร็ว เนื่องจากตัวเมียมีลูกครั้งละเพียงหนึ่งตัวและเว้นระยะการสืบพันธุ์หลายปี ดังนั้น การสูญเสียสัตว์โตเต็มวัยจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับสัตว์ที่ออกลูกเร็ว ก็สามารถทำให้ประชากรลดลงในระยะยาวได้

ยักษ์ใหญ่แห่งป่าที่กลับเปราะบางกว่าที่รูปร่างบอกเรา

หากมองเพียงรูปร่าง อาจเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่ากอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ตัวผู้สามารถหนักราว 200 กิโลกรัม มีแขนและกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ อาศัยรวมกันเป็นกลุ่ม และมีจ่าฝูงคอยปกป้องสมาชิก แต่พละกำลังเหล่านั้นไม่สามารถช่วยมันจากปืน กับดัก เหมือง การตัดป่า หรือความขัดแย้งของมนุษย์ได้

ความเปราะบางยิ่งรุนแรงขึ้นเพราะวงจรชีวิตของมันช้า ตัวเมียตั้งท้องเกือบ 9 เดือน ออกลูกเพียงครั้งละหนึ่งตัว และต้องใช้เวลาหลายปีในการเลี้ยงลูกก่อนจะสามารถสืบพันธุ์อีกครั้ง

ปัจจุบันกอริลลาที่ราบต่ำตะวันออกถูกจัดเป็น Critically Endangered และยังไม่มีแม้กระทั่งจำนวนประชากรปัจจุบันที่สามารถยืนยันได้อย่างแม่นยำทั่วทั้งเขตกระจายพันธุ์ สิ่งที่แน่นอนกว่าตัวเลขคือ ภายในไม่กี่ทศวรรษประชากรลดลงอย่างหนัก และพื้นที่ที่สัตว์สามารถอาศัยได้หดเหลือเพียงส่วนเล็ก ๆ ของอดีต

อนาคตของกอริลลาร่างใหญ่ที่สุดชนิดย่อยนี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของจ่าฝูงเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า ผืนป่าทางตะวันออกของดีอาร์คองโกจะยังมีพื้นที่ปลอดภัยมากพอให้กลุ่มครอบครัวของพวกมันหาอาหาร เลี้ยงลูก และดำรงชีวิตต่อไปได้หรือไม่

ที่มา: World Wildlife Fund / The Gorilla Organization / Virunga National Park / iNaturalist

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ