แก้วิกฤตจราจร “ขาจร” หรือ “ของจริง”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

คอมเมนต์ที่ 36 โดย เข็มขัดสั้น

เร่งวิจัย เชื้อโรคซอมบี้ แล้วปล่อยหลุด ที่ กทม.

รับรอง รถไม่ติดในกทม.ละ

หนีตายกัน จ้าละหวั่นเลยล่ะ อิอิ

----------------------------------------------------

ผมไปเจอคอมเมนต์นี้เข้าระหว่างกำลังนั่งหาข้อมูลมาเขียนเรื่องการแก้ปัญหาจราจรกรุงเทพฯ

คอมเมนต์ข้างต้นอยู่ในกระทู้เรื่อง “กรุงเทพรถติด ปัญหาที่แก้ไม่ตก” ซึ่งเผยแพร่ในเว็บบอร์ดชื่อดังอย่างพันทิปเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ตอนแรก ผมเองก็ขำ ๆ ตามจินตนาการจากหนังฝาหรั่งพันธุ์ผีดิบ แต่มานั่งนึก ๆ ดู นี่คือ “ตลกร้าย” เสียดสีสังคมไทยก็ว่าได้ เพราะถ้อยความสื่อถึงความ “สิ้นหวัง” กับการแก้ปัญหาจราจรกรุงเทพฯ ที่เรื้อรังมานาน ถึงขั้นต้องปล่อยเชื้อร้ายซอมบี้มาฆ่าคนเพื่อทำให้ถนนโล่งกันเลยทีเดียว

ถ้าถาม “ต้นสายปลายเหตุ” จราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ใครพูดอะไรมา ผมก็ว่า “ถูกทุกข้อ” แต่ถ้าบอกว่าเราจะต้องแก้ตรงนั้นก่อนตรงนี้ หรือตรงนี้ก่อนตรงนั้น ผมว่าแก้ทั้งชาติก็ไม่สำเร็จแถมจะยิ่งซ้ำเติมปัญหา

อย่างเรื่อง “รถทะเบียนคู่-คี่” ที่โยนใส่สังคม ลองนึกภาพตาม จู่ ๆ วันหนึ่งมีรถหายไปจากถนนกรุงเทพฯ ครึ่งหนึ่ง หลายคนคงเห็นภาพถนนโล่งแต่จริง ๆ แล้วมันเป็นภาพลวงตาครับ  

จำนวนรถจดทะเบียนสะสม (ทุกประเภท) จากกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 31 ส.ค.2559 เอาเฉพาะกรุงเทพฯ มี 9.2 ล้านคัน ยังไม่รวมรถนอกเขตที่วิ่งเข้าวิ่งออก ขณะที่พื้นถนนกรุงเทพฯ รองรับรถได้แค่ 1.6 ล้านคัน ถึงเอารถออกไปครึ่งหนึ่งก็ยังล้นถนนอยู่ดี

ที่น่าตกใจคือเมื่อเทียบจำนวนรถจดทะเบียนในกรุงเทพฯ กับคนและบ้านที่อยู่ในกรุงเทพฯ แล้ว รถมากกว่า “คน-บ้าน” เป็นหลักหลายล้าน

สถิติประชากรและบ้านในกรุงเทพฯ ณ เดือน ธ.ค.2558 พบว่า ประชากรในกรุงเทพฯ มี 5,696,409 คน บ้าน 2,753,972 หลัง

ไม่แปลกใจเลย ทำไมแนวคิดรถทะเบียนคู่-คี่จึงเงียบกริบเข้ากลีบเมฆ แต่ถึงจะนำมาใช้จริง ๆ ก็รับรองได้ว่าถูกด่ากันหูดับ เพราะ “ไม่เป็นธรรม” และ “ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง”

เหตุผลที่อ้างถึงนั้นผมฟังมาจากน้อง ๆ ทีมข่าวพีพีทีวีที่ไปสัมภาษณ์ รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเล่าให้ฟัง

อาจารย์บอกว่า การให้รถทะเบียนคู่กับทะเบียนคี่วิ่งบางวันนั้น คนที่มีรถหลายคัน ทะเบียนแตกต่างกันจะมีสิทธิมากกว่าคนที่มีรถคันเดียวซึ่งซื้อมาใช้เดินทางทุกวันแต่กลับได้ใช้แค่บางวัน

ถ้าคิดง่าย ๆ เพียงแค่ว่า ถ้าใช้วิธีการนี้แล้วคนที่มีรถคันเดียวก็ไปใช้ระบบขนส่งสิ แต่ทุกวันนี้เราเข้าถึงระบบขนส่งได้แค่ไหน อย่างไร ราคาค่าเดินทางด้วยระบบขนส่งมีราคาถูกอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ เมื่อเทียบกับรถส่วนตัว

“คนในซอยซื้อรถเพราะคิดเลขเป็น” รศ.ดร.พนิต บอก

ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีครอบครัวแล้วเดินทางด้วยระบบขนส่งแล้วจะยิ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นแน่นอน

“เขาไม่มีทางเลือก ส่วนทางเลือกที่มีก็แพงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ” และอาจารย์ยังมั่นใจว่าในทางการเมืองไม่มีทางเลือกใช้วิธีนี้



รศ.ดร.พนิต พูดถึงเครื่องมือที่จะใช้แก้วิกฤตจราจรมีด้วยกัน 4 มาตรการ คือ

1.มาตรการจำกัดหรือลดการเดินทางที่ไม่พึงประสงค์ เช่น จูงใจให้มาใช้ขนส่งมวลชน ให้ทำงานที่บ้านได้ วิธีการนี้ทำง่าย แต่ประสบความสำเร็จต่ำ เพราะคนย้ายที่อยู่

2.มาตรการขยายถนน ขยายรถไฟฟ้า วิธีนี้นักการเมืองอยากทำ ชาวบ้านชอบ เพราะเห็นชัด แต่ใช้เวลานาน งบประมาณสูง ถนนสร้างใหม่ได้ไม่นานรถก็เต็ม

3.มาตรการทางกฎหมาย ต้องใช้เท่าที่จำเป็น เช่น ห้ามจอดรถบางเส้นทางที่ผ่านมาคิดคำนวณทางจราจรมาแล้ว หรือ การจำกัดความเร็ว

4.มาตรการทางการเงิน เช่น คิดค่าจอดรถ คิดค่าเข้าเขต ค่าทางด่วน วิธีการนี้ใช้ง่าย ได้ผลเร็ว เพราะคนคิดถึงเงินที่ควักจากกระเป๋าไปจ่าย

มาตรการทั้งหมดนี้เมื่อประมวลเข้ากับสภาพความเป็นจริงในกรุงเทพฯ และจังหวัดรอบๆ แล้ว สกัดออกมาเป็นมาตรการระยะสั้น และระยะยาว

ระยะสั้น : ถึงจะไม่สำเร็จมาก แต่ทำได้เร็ว แก้ได้บ้าง เช่น

-  เคลียร์อุบัติเหตุบนถนนให้เร็ว
-  ทำจุดรับส่งให้กับรถไฟฟ้าบีทีเอส เพราะทุกวันนี้รับส่งใต้สถานีทำให้รถติด
-  นำที่ดินรัฐมาใช้เป็นทางลัด
-  เชื่อมต่อคนให้เข้าถึงระบบขนส่งมวลชนให้ดีขึ้น
-  ทบทวนการอนุญาตให้จอดรถบนผิวจราจรในบางเส้นทางแต่ต้องคำนวณทางจราจรก่อน


ระยะยาว รัฐต้องกล้าเพิ่มพื้นผิวจราจรอย่างเป็นธรรม โดยการเวนคืน หรือแลกสิทธิที่เหมาะสม เพราะทุกวันนี้ สัดส่วนถนนกับพื้นที่เมืองของกรุงเทพฯ ต่ำกว่ามาตรฐานมาก มาตรฐานโลก มหานครต้องมีพื้นที่ถนน 30% กรุงเทพฯ มีแค่ 8% รวมทางด่วนก็เป็น 10% นิดๆ

แต่อาจารย์เขาไม่ได้หมายความว่า กรุงเทพฯ ต้องมีพื้นที่ถนนถึง 30% นะเธอว์ แต่ต้องมีมากกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน และเป้าหมายต้องทำให้บล็อกแคบลง คือ ทำให้คนเดินทางถึงระบบขนส่งได้ง่ายขึ้นและระบบขนส่งต้องดีขึ้น

และในอนาคตต้องมี “ศูนย์ควบคุมจราจร” เพราะจะได้เห็นโครงข่ายทั้งหมด โดยใช้วิศวกรจราจรมาดูแล และมีการทำแบบจำลองจราจร คำนวณการเปิดไฟเขียวไฟแดง

“จำไว้ว่าการแก้ปัญหาจราจรเมืองต้องมีคนบาดเจ็บ และไม่มียาครอบจักรวาล ต้องใช้หลายมาตรการมารวมกันแก้ไข โดยวางลำดับอย่างถูกต้อง”

สุดท้ายจุดหมายปลายทางต้องทำ “องค์กรภาคมหานคร” ฟังชื่อแล้วไม่คุ้นหู แต่อาจารย์บอกคร่าว ๆ ว่า เป็นองค์กรที่รวมงานโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมดซึ่งจะช่วยให้บริหารจัดการในภาพรวมได้ทั้งหมด

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ อาจารย์บอกว่าเป็นผลการศึกษาซึ่งเคยเสนอต่อรัฐบาล เมื่อ 10 ปีที่แล้ว! เมื่อ 10 ปีที่แล้ว! เมื่อ 10 ปีที่แล้ว (ขอสัก 3 ครั้งกลัวไม่ตกใจ) 

คณะรัฐมนตรีในยุคนั้นมีมติรับมาดำเนินการแต่จนถึงขณะนี้ยังเป็นเพียงกระดาษปึกหนึ่งกองไว้ให้ฝุ่นจับเล่น

เมื่อมีการจัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองรถติดที่สุดอีกครั้ง นายกฯ จึงมอบให้ พล.อ.ประวิตรเข้ามาดูแลการแก้ปัญหา โดยในวันที่ 15 ก.ย.นี้ จะเรียกทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

แต่ยังไม่ทันได้เริ่มประชุม ตำรวจก็ออกไอเดียหลายอย่าง ส่วนจะช่วยแก้ไขได้หรือไม่ต้องรอดู แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นการขายผ้าเอาหน้ารอดมากกว่า เพราะขนาดมีผลการศึกษาที่ผ่าน ครม.มาแล้วยังไม่ทำแล้วงานนี้เราจะหวังอะไรได้นอกจาก “แก้วน ๆ ไป” จริงไหม

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ