กลับมาพบกันอีกครั้งกับ “เปิดก๊อก...เศรษฐกิจ” ที่จะมาเล่าเรื่องราวเศรษฐกิจให้ผู้อ่านได้เข้าใจตรงกัน และครั้งนี้ขอกล่าวถึง “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หรือ ภาษีแวต เพราะช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสร้างเสียงฮือฮา กลายเป็นประเด็น “ทอล์คออฟเดอะทาวน์” เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายได้อย่างมาก
ด้วยเพราะการอธิบายระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ปราจีนบุรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ถูกตีความไปต่าง ๆ นานา จากใจความว่า “หากประชาชนต้องการให้รัฐบาลทำในสิ่งที่เรียกร้อง รัฐบาลก็ต้องมีงบประมาณเพิ่มขึ้น แต่ขณะนี้ประชาชนเสียภาษีแวตอยู่ที่ 7% มาหลายปี ถ้าเพิ่มขึ้นเพียง 1% จะทำให้รายได้ประเทศเพิ่มขึ้นกว่าแสนล้านบาท ถามว่าจะเสียสละกันได้ไหม”
แต่แท้จริงแล้วนายกรัฐมนตรีรับว่าเป็นเพียงการเปรียบเปรยเท่านั้น แม้บางฝ่ายจะตั้งคำถามว่าการอธิบายดังกล่าวเป็นการ “โยนหินถามทาง” ก็ตาม แต่การที่รัฐบาลจะปรับขึ้นภาษีแวตไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องเข้าใจว่าภาษีแวต คือภาษีประเภทหนึ่ง ที่จะเรียกเก็บจากการบริโภคของประชาชนทุกคน
หรือเปรียบง่าย ๆ เหมือนกับการที่เราเดินไปซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้า ไม่ว่าจะเป็นขนม 1 ห่อ หรือลูกอม 1 แพค หรือสิ่งของประเภทใดก็ตามแต่ ต้องเสียภาษีแวตทั้งนั้น หากปรับขึ้น 1% จากเดิมที่ซื้อของ 100 บาท จากที่เสียภาษีแวตเพิ่ม 7 บาท ก็จะกลายเป็นเสียภาษีเพิ่มเป็น 8 บาทนั้นเอง
ส่งผลให้สิ่งที่คิด...จึงเป็นผลเสียมากกว่าผลดี แม้รัฐบาลจะมีอำนาจทางกฎหมายอยู่ในมือ ด้วยเพราะตามกฎหมายภาษีแวตมีอัตราเพดานสูงสุดอยู่ที่ 10% แม้จะเริ่มจัดเก็บครั้งแรกในปี 2535 แต่ก็ได้ออกพระราชกฎษฎีกาปรับลดเหลือแค่ 7% โดยมีเพียงช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งที่ปรับเพิ่มเป็น 10% ในระยะเวลา 2 ปีเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลต้องจัดเก็บรายได้เพิ่ม
และตั้งแต่ปี 2542-2560 เป็นต้นมา ทุกรัฐบาลเลือกที่จะต่ออายุปรับลดภาษีเหลือแค่ 7% เท่านั้น เนื่องจากไม่มีรัฐบาลใดกล้าเสี่ยงที่จะปรับขึ้นนั้นเอง ด้วยเพราะการปรับเพิ่มภาษีดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อประชาชนทันที โดยเฉพาะระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปจะปรับเพิ่มขึ้นแบบฉุดไม่อยู่
ขณะเดียวกัน อาจทำให้ประชาชนของประเทศที่เป็นผู้บริโภค เกิดการหยุดชะงักไม่กล้าซื้อสินค้าและบริการ ส่งผลให้กระทบต่อการบริโภคและการลงทุนของประเทศ ที่เป็นเครื่องยนต์หลักต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยดับลงทันที กว่าจะให้กลับมาสตาร์ทติดอีกครั้งก็คงยาก เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย หรือการดึงเงินออกมาจากกระเป๋าของประชาชนนั้นเอง
เชื่อได้เลยว่า...แม้รัฐบาลต้องการงบประมาณจำนวนมาก เพื่อใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หรือนำเงินมาดูแลประชาชน ก็คงไม่กล้าเสี่ยงหรือตัดสินใจปรับขึ้นภาษีแวตอย่างแน่นอน เพราะผลลัพธ์ที่ได้เป็นผลเสียมากกว่าผลดี ที่ไม่ได้มีความคุ้มค่าต่อประเทศเลยจริง ๆ