digitaltrends รายงานว่า สินค้าสุดล้ำอย่าง วิชัน โปร (Vision Pro) จากบริษัทแอปเปิล มีเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถปรับอารมณ์ของผู้ใช้งานได้ โดย วิชัน โปร เป็นอุปกรณ์ที่นำเทคโนโลยีของแอปเปิล มาผสานระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและความเสมือนจริงเข้าด้วยกัน ผ่านระบบซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ โดยจะทำให้เราสามารถตอบสนองกับวัตถุเสมือนจากโลกเสมือนจริงได้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ เออาร์ (AR)
นอกจากนี้ ยังสามารถวิเคราะห์จากรายละเอียดอื่น ๆ จากภายนอกได้ เช่น การใช้แรงของผู้สวมใส่ อุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์
เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว วิชัน โปร จะใช้เซนเซอร์ปล่อยคลื่นไฟฟ้าเข้าสู่สมอง เพื่อปรับเปลี่ยนอารมณ์ของผู้ใช้งานให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ไม่เครียดหรือมีอารมณ์เชิงลบมากจนเกินไป โดย digitaltrends ยกตัวอย่างว่า หากผู้ใช้งานกำลังรับชมภาพยนตร์สยองขวัญขณะกำลังสวม วิชัน โปร และรู้สึกหวาดกลัว วิชัน โปร ก็จะปล่อยคลื่นไฟฟ้าเข้าสู่สมองเพื่อดึงคุณออกจากอารมณ์เชิงลบนั้น และเปลี่ยนความรู้สึกจากความหวาดกลัวเป็นความอยากอาหารแทน เป็นต้น
สื่อสหรัฐฯ ลือ "iPhone 15" ชาร์จไวกว่าไอโฟนทุกรุ่นที่ผ่านมา
โดยบริษัทแอปเปิล เคยกล่าวถึง วิชัน โปร อย่างคร่าว ๆ ว่า ข้อมูลการตรวจวัดต่าง ๆ ของผู้ใช้งาน จะถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์สรีระ พร้อมประเมินและแนะนำแนวทางการดูแลสุขภาพของผู้ใช้งาน ผ่านกราฟฟิกที่แสดงข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ใช้งานจากการรวบรวมข้อมูลไว้ ทั้งยังสามารถศึกษาตรวจสุขภาพได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม digitaltreands ให้ความเห็นว่า แม้ วิชัน โปร จะสามารถสร้างประสบการณ์อันดื่มด่ำบนโลกเสมือนได้ แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีการใช้งานโดยละเอียดอย่างไร คลื่นไฟฟ้าที่ส่งออกมาจะมีผลกระทบกับผู้ใช้งานหรือไม่ อย่างไร และอาจสร้างผลลัพธ์ที่ไม่พึงพอใจแก่ผู้ใช้ได้ เช่น หากผู้ใช้งานกำลังรับชมภาพยนต์สยองขวัญและต้องการเข้าถึงอารมณ์ความน่ากลัวของตัวภาพยนตร์ วิชัน โปร อาจส่งคลื่นไฟฟ้าปรับอารมณ์ผู้ใช้ ซึ่งจะเป็นการทำลายอารมณ์ในการรับชมภาพยนตร์นั้น
โดยราคาของ วิชัน โปร จะอยู่ที่ 3,499 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 120,000 บาท สูงกว่าแว่นตาท่องโลกเสมือนจริง หรือ VR ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด รวมทั้งแว่นตา “เควสท์ 3” ของ “เมตา” บริษัทแม่เฟซบุ๊กที่เผยโฉมไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยตั้งราคาไว้ที่ 449 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 15,000 บาท
ส่วนการวางจำหน่าย วิชัน โปร จะเริ่มต้นขึ้นที่สหรัฐฯ เป็นประเทศแรกในช่วงต้นปีหน้า ขณะที่ประเทศอื่นๆจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงปลายปีหน้า
เรียบเรียงจาก digitaltrends
ภาพจาก Josh Edelson / AFP