ย้อนกลับไปเมื่อช่วงโควิดกำลังระบาดหนักในปี 2562 นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้ร่วมกับเพื่อนเปิดเพจ สายไหมต้องรอด โดยที่มาของชื่อเพจได้มาจากวงเหล้าขณะกำลังสังสรรค์กัน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือก็มาจากเงินที่ก่อนหน้านี้ลงขันกันเพื่อหารค่าเหล้า แต่เปลี่ยนมาทำความดีเพื่อสังคมแทน โดยช่วยเหลือไปมากกว่า 1 หมื่นเคส
เมื่อสถาการณ์โควิดคลี่คลาย นายเอกภพ ก็หันมาทำเรื่องปัญหาสังคมแทน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาใหญ่ๆ อาทิ เคสค้ามนุษย์ ผู้มีอิทธิพล เว็บพนัน เป็นต้น
โดยเจ้าตัวเคยบอกว่าสาเหตุที่อยากทำเพจก็เพราะมีใจรัก รวมถึงมีความกล้าและความมึน เพราะมันต้องไม่กลัว ต้องเอาความถูกต้องเป็นหลัก
ด้วยความที่เริ่มแตะคดีใหญ่ๆ ทำให้ นายเอกภพ มีคนเข้ามาข่มขู่มากมาย เมื่อถามว่ากลัวไหม เจ้าตัวบอกว่า “ไม่มีอะไรต้องกลัว ผมมองว่าการกระทำแต่ละเคสที่มันเกิดขึ้น มันหนัก ถ้าปล่อยไปประชาชนอยู่ยังไง และส่วนหนึ่งผมเป็นนักการเมือง และเป็นที่ปรึกษาของท่าน มท.1 ท่านพูดชัดเจน คนของใครไม่สำคัญเท่ากฎหมาย ท่านบอกว่าถ้าผิดกฎหมายดำเนินคดีไป ไม่ต้องสนใจว่าเป็นใคร”
นายเอกภพ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ด้วยว่า ตั้งแต่ทำงานมา ไม่เคยกลั่นแกล้งใคร ถ้าไปกลั่นแกล้งคนอื่นตัวเราเองนี่แหละที่จะอยู่ไม่ได้ คนที่ถูกตนดำเนินคดีทั้งหมด ยอมรับสภาพหมดว่าเขาผิดจริง ส่วนการดูว่าเคสไหนเรื่องจริงเรื่องเท็จ ก็มีทีมงานคอยช่วยสกรีน โดยปัจจุบันเพจ สายไหมต้องรอด มีผู้ติดตามเกือบ 4 แสนคน
จ่อเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่สิ้น มี.ค.68 คาดมีถึง 25 ล้านคน
ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่รับคำร้อง "ทักษิณ" ล้มล้าง ครอบงำ "เพื่อไทย"
อย่างไรก็ตามในปี 2566 นายเอกภพ ได้เปิดตัวเป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตสายไหม พรรคภูมิใจไทย ทำให้เขากลายเป็น 1 ในผู้สมัครที่ถูกจับตามองไปในทันที เนื่องจากที่ผ่านมามีผลงานที่โดดเด่นเป็นอย่างมากจากการช่วยเหลือประชาชนช่วงโควิด สำหรับเส้นทางการเมืองของ นายเอกภพ เริ่มจากเป็นผู้ช่วย สส. ของ “ผู้การป๊อบ” น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต สส.กทม.เขตสายไหม พรรคเพื่อไทย โดยช่วยงานอยู่ร่วม 10 ปี จนกระทั่ง น.อ.อนุดิษฐ์ ย้ายไปสังกัดพรรคไทยสร้างไทย นายเอกภพ จึงย้ายไปเป็นสมาชิก พรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ปมที่เคยคัดแย้งเรื่อง การบริหารจัดการของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รมว.สาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอย่างดุเดือดในอดีตช่วงช่วยเหลือผู้คนตอนโควิดระบาด
ผลการเลือกตั้งครั้งนั้นปรากฏว่า นายเอกภพ จากพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเป็นลำดับ 3 ด้วยคะแนน 14,645 คะแนน ขณะที่ “สมชาย เวสารัชตระกูล” พรรคไทยสร้างไทย ได้ 22,242 คะแนน โดยตั๋วผู้แทนเขตดังกล่าวตกเป็นของ “ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์” พรรคก้าวไกล เอาชนะอย่างท่วมท้นด้วยคะแนน 36,985 คะแนน
ต่อมา นายเอกภพ ได้รับการแต่งตั้งเป็น 1 ใน 5 ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน โดยตลอดระยะเวลา 358 วันที่ทำงานในยุค “เสี่ยนิด” นายเอกภพ ก็สร้างชื่อด้วยการลุยช่วยเหลือเคสดังๆมากมายทั้ง เหยื่อค้ามนุษย์ , แก๊งคอลเซ็นเตอร , คดีฉ้อโกง ฯลฯ จนกระทั่งนายเศรษฐาโดนถอดถอน นายเอกภพ ก็ต้องพ้นตำแหน่งที่ปรึกษา มท.1 ไปพร้อมกัน
วันที่ 22 พ.ย.67 กลายเป็นที่ฮือฮาเมื่อศาลอนุมัติหมายจับ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด หรือ “เอก สายไหมต้องรอด” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 3 ชั่วโมง “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่า ได้นัดหมาย นายเอกภพ มาให้ถ้อยคำ ในเวลา 15.00 น.