"เข่าเสื่อม" รักษาได้ คืนคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่าง "มี้ พิศมัย"
เข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย แต่วัยอื่นๆก็สามารถป่วยได้หากใช้งานหนักเกินไป รู้ปัจจัยเสี่ยงและวิธีการรักษาเพื่อนำคุณภาพชีวิตที่ดีกลับคืนมา
โรคเข่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงวัยและผู้ที่ใช้งานเข่าหนัก เช่นเดียวกับนักแสดงรุ่นใหญ่ดาวค้างฟ้าของเมืองไทย “มี้ - พิศมัย วิไลศักดิ์” ที่ได้มาเปิดประสบการณ์ในรายการ Rise & Shine ชีวิตดีเริ่มที่ตัวเรา เล่าถึงการอาการปวดเข่าว่าเป็นผลมาจากการแสดง เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีแสตนด์อิน ทั้งตกม้า ก้นกระแทก ซึ่งตอนเด็กๆ ยังไม่รู้สึกว่าเป็นอะไร แต่อาการทุกอย่างมาปรากฏขึ้นตอนมีอายุ พอรู้สึกปวดก็ไปฝังเข็ม ไปทำทุกอย่าง จนที่สุดไป MRI คุณได้หมอแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด
โดยชีวิตหลังจากผ่าตัดครั้งนี้คือ เดินได้เลย หมอให้เดินก็เดิน พอสักเดือนก็เต้นรำได้ จากนั้นไปต่างประเทศ โดยทุกวันนี้ต้องไปเช็กอัพทุก 3 เดือน - 6 เดือน ว่ามีการเสื่อมไหม ส่วนการบำรุงเข่าคือการทานแคลเซียมและกายบริหาร
ด้าน นพ.บุณยรักษ์ วิสุทธิผล ศัลยแพทย์โรคกระดูกและข้อ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่า โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเข่าและโรคข้อเข่านี้ ดังนี้
รู้จักเข่า
เข่าประกอบด้วยกระดูก 3 ส่วน คือ
1.กระดูกส่วนปลายของกระดูกต้นขา
2.กระดูกส่วนต้นของกระดูกหน้าแข้ง
3.กระดูกสะบ้าหัวเข่า
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการ "ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม"
ซึ่งทั้งสามส่วนนี้ตรงผิวจะมีกระดูกอ่อน ซึ่งกระดูกอ่อนควรจะมีลักษณะขาว มัน เรียบ เวลามีการขยับมีการเสียดสีไม่ควรจะมีเสียงและไม่เจ็บ โดยเฉพาะเสียงที่เหมือนกระดาษทรายถูกันเป็นอาการที่ไม่ดี หากนั่งยอง ๆ นาน ๆ ลุกไม่ขึ้น ขึ้นลงสูงหน่อยแล้วเจ็บ ไปยกของหนักนิดหน่อยแล้วเจ็บ คืออาการเข่าเสื่อม
เข่าเสื่อมคืออะไร
เข่าเสื่อมคือการที่กระดูกอ่อนแทนที่จะเรียบมันเกิดเป็นผิวที่ขรุขระ ของที่ขรุขระมาสีกันจะเกิดเสียงและเจ็บ
สาเหตุเข่าเสื่อม
1.ผู้หญิงเกิดเข่าเสื่อมได้มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงมีสะโพกที่กว้างกว่า มีกล้ามเนื้อหลายมัดที่เกาะตั้งแต่สะโพกลงไปเข่า เมื่อกล้ามเนื้อเกาะเอียงผิดปกติไป ทำให้แรงดึงของกล้ามเนื้อผิดปกติ ทำให้เข่ามีการเคลื่อนที่ผิดปกติไป เพราะฉะนั้นในระยะยาวผู้หญิงมีแนวโน้มเกิดเข่าเสื่อมได้มากกว่าผู้ชาย
2.การใช้งาน การใช้งานหนัก ๆ บ่อย ๆ ในช่วงเวลายาว ๆ อย่างเช่นนักกีฬาอาชีพที่ต้องมีการกระโดด มีการวิ่งตลอดเวลา หรือในคนที่มีอาชีพที่ต้องยก ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ กลุ่มนี้จะมีโอกาสเกิดเข่าเสื่อมได้สูงกว่าคนปกติในโรคข้อบางโรค เช่น โรคข้อเรื้อรัง รูมาตอยด์ เกาต์ SLE พวกนี้จะเป็นผลโดยตรงต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อเสื่อมหรือเสียได้เร็ว
3.อุบัติเหตุ มีการแตกหักเข้าไปในผิวข้อ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบ จะทำให้เกิดเข่าเสื่อมได้เร็ว
การรักษาเข่าเสื่อม
การรักษาเข่าเสื่อมคือการรักษาระยะยาวเริ่มจากการดูแล
1.หลีกเลี่ยงการใช้งานเข่าหนัก
การคุกเข่า ยองๆ พับเพียบ ขึ้นลงบันได ขณะที่การออกกำลังกายอย่างวิ่ง กระโดด ห้ามทำ สำหรับการออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือการออกกำลังกายในน้ำ เนื่องจากน้ำรับน้ำหนักตัวไว้หมดจึงไม่เกิดแรงกระแทกในน้ำ นอกจากนี้ยังสามารถเดินเร็วได้ ขี่จักรยานอยู่กับที่ได้แต่ต้องปรับที่นั่งให้สูงเพื่อให้เข่าเหยียดและปล่อยให้ฟรี
2.การบริหารเข่า
เมื่อนั่งนาน ๆ ในรถติด นั่งทำงาน นั่งดูหนัง ให้บริหารด้วยการยกขาเหยียดขึ้นมา นับ 1 -10 แล้วค่อยปล่อยลงไป ทำบ่อยๆ ทำข้างขวา 2-3ครั้ง แล้วสลับมาข้างซ้าย 2-3 ครั้ง ทำได้วันละ 100 ครั้ง กำลังดี
3.ควบคุมน้ำหนัก
หากน้ำหนักเกินให้ลด หากลดไม่ได้ห้ามเพิ่ม ห้ามยกของหนัก
4.กินยาตามอาการ
อาจเพิ่มยาได้ แต่ต้องกินตามอาการ ช่วงไหนปวดถึงค่อยกิน หากไม่ปวดไม่ต้องกิน ส่วนอาหารเสริม คอลลาเจน แต่ต้องเข้าใจว่าในผู้ใหญาการสร้างจะช้ามาก เพราะฉะนั้นการกินอาหารเสริม กว่าจะเห็นผลจะใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี
8 พฤติกรรมทำลาย "ข้อเข่า" รู้แล้วรีบปรับเลี่ยงป่วยก่อนวัยอันควร
เมื่ออาการ “ข้อเข่าเสื่อม” ไม่ได้เป็นเฉพาะคนสูงวัย
ถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้นต้องเปลี่ยนวิธีการรักษาด้วยวิธีการรักษาต่อไปนี้
5.รักษาด้วยวิธีการฉีดยา
โดยยาฉีดจะมีอยู่ 2 ตัว คือ
- สเตียรอยด์ เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีอาการปวด บวม แดง ร้อน เมื่อฉีดจะช่วยให้อาการอักเสบหายไปใน 1-2 วัน แต่สเตียรอยด์จะมีฤทธิ์อยู่ไม่นาน ประมาณเดือนถึงเดือนครึ่ง หลังจากนั้นหากผู้ป่วยดูแลตนเองดีอาจไม่กลับมาเป็นใหม่ หากผู้ป่วยดูแลตนเองไม่ดีก็อาจจะมีอาการเจ็บ ปวด บวม ขึ้นมาใหม่
- น้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม เปรียบเสมือนใส่น้ำมันเครื่องเข้าไปลดการเสียดสีของผิวข้อ ยาตัวนี้จะอยู่ได้นาน 8 เดือน - 1 ปี หากเริ่มเจ็บก็สามารถมาเติมได้
6.การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม
หากอาการยังไม่ดีขึ้นวิธีสุดท้ายคือการผ่าตัด การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมจะตัดเอาส่วนที่กระดูกเสื่อม ส่วนไม่เรียบออกให้หมด จากนั้นใส่ส่วนที่เป็นเหล็กกับพลาสติกเข้าไปแทน
ข้อดี คือผ่าตัดเข้าไปสามารถทำให้ขาตรงได้ เมื่อเป็นเหล็กกับพลาสติกไม่มีเส้นประสาทคนไข้จึงไม่เจ็บ หลังผ่าตัดคนไข้ควรได้ขาที่ตรง ไม่เจ็บ ไม่ปวด ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมโดยส่วนใหญ่ประมาณ 90% ได้ผลดี
ข้อเสีย
1.เป็นการผ่าตัดใหญ่ ต้องตัดกล้ามเนื้อเข้าไป ต้องตัดกระดูก จึงมีการเสียเลือดที่ค่อนข้างเยอะ อาจมีการให้เลือดเข้าไป ดังนั้นหัวใจคนไข้จะต้องดี ก่อนผ่าตัดคนไข้ต้องได้รับการตรวจโดยหมออายุรกรรมหรือหมอหัวใจ ว่าหัวใจแข็งพอในการเสียเลือดและรับเลือดหรือเปล่า หากหมอหัวใจบอกว่าหัวใจคนไข้แข็งแรงพอ หมอถึงจะทำการผ่าตัด
2.วัสดุที่เป็นเหล็กกับพลาสติก ร่างกายซ่อมแซมเองไม่ได้ จึงมีอายุการใช้งานประมาณ 15 - 20 ปี เมื่อถึงอายุการใช้งานนี้แล้วอาจต้องทำการผ่าตัดครั้งที่ 2 เพื่อเปลี่ยนอะไหล่ส่วนที่เสื่อม
3.การติดเชื้อ ในโรงพยาบาลของเราค่อนข้างสะอาด การติดเชื้อจึงอยู่ที่ประมาณ 1%
ตอบข้อสงสัย นั่งสวดมนต์นานทำ "เข่าพัง" ได้หรือไม่?
โภชนบำบัดหลัง "ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม" ช่วยผู้ป่วยฟื้นตัวไว
พัฒนาการผ่าตัดเพื่อลดเวลาและขนาดแผล
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมมีการทำมานานแล้ว หลัง ๆ มีการพัฒนาเรื่องการผ่าตัด ข้อเทียม อุปกรณ์ จึงทำให้ผ่าตัดได้เร็วขึ้น แผลเล็กลง ขนาดประมาณ 8 - 10 เซนติเมตร เวลาที่ใช้ในการผ่าตัดประมาณ 1 ครึ่ง - 2 ชั่วโมงเท่านั้น
กายภาพบำบัดสิ่งสำคัญหลังผ่าตัด
หลังผ่าตัดมาแล้วต้องได้รับการกายภาพบำบัดที่ถูกต้อง โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลเน้นเรื่องการทำกายภาพบำบัด การระงับความรู้สึกหลังผ่าตัด โดยมีเทคโนโลยีใหม่คือการใส่ท่อไปบริเวณเส้นประสาทที่ใช้รับความรู้สึกรอบๆ เข่า ทำให้คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บ แต่กล้ามเนื้อทุกอย่างยังทำงานได้ปกติ เพราะฉะนั้นคนไข้จะเดินและทำกายภาพบำบัดได้ทันทีหลังการผ่าตัดในวันที่สอง
วิธีดูแลเข่าตนเองสำหรับทุกวัย
1.หลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก ๆ คุกเข่า ยองๆ พับเพียบ ขึ้นลงบันได
2.กายบริหารโดยเน้นบริเวณกล้ามเนื้อหน้าขา
3.คุมน้ำหนัก