‘ข้อเท้าบวม’บอกโรคได้ เช็กอาการแค่บาดจ็บหรือเข้าข่ายโรคหัวใจ-ตับ-ไต
ข้อเท้าบวม อีกหนึ่งสัญญาณที่บอกความผิดปกติของร่างกายหากมีความรุนแรงและอาการอื่นร่วมควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นการเตือนปัญหาสุขภาพและโรคเรื้อรัง
อาการข้อเท้าบวม (Swollen Feet) คือภาวะที่มีอาการบวมตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไปจนถึงบริเวณหน้าแข้ง รวมถึงบวมตุ่ยที่ข้อเท้าด้วย บางรายก็สามารถหายเองได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสาเหตุ และหากมีอาการอื่นร่วมด้วยและไม่หายสักทีควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างถูกต้องเพราะข้อเท้าบวมอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพและโรคเรื้อรัง
- ข้อเท้าบวมอักเสบ ส่วนใหญ่มักเกิดจากข้อเท้าแพลง ทำให้เส้นเอ็นอักเสบส่งผลให้ข้อเท้าบวม และสามารถหายเองได้ แต่หากข้อเท้ามีอาการบวมรุนแรง ร่วมกับรู้สึกปวดมาก ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
- ข้อเท้าบวมจากการติดเชื้อ การติดเชื้อที่บริเวณผิวหนัง หรือ เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (Cellulitis) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณผิวหนังจากบาดแผลหรือแผลจากการถูกบาดด้วยของมีคมข้อเท้าที่บวมมักจะมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ซึ่งบางรายสามารถหายเองได้ แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อที่รุนแรงจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ และจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชเท่านั้น
- ผลข้างเคียงจากยา ผลข้างเคียงของยาบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการข้อเท้าบวมได้ ได้แก่ ยาฮอร์โมน ยาคุมกำเนิด, ยาลดความดันโลหิต, ยาสเตียรอยด์, ยาต้านเศร้า (Antidepressants), ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ยาแก้ปวดเข่า และยารักษาโรคเบาหวาน เป็นต้น ทั้งนี้หากมีอาการข้อเท้าบวม ตาตุ่มบวม หลังจากใช้ยา ควรไปพบแพทย์เพื่อปรับปริมาณยาให้เหมาะสม
- ตั้งครรภ์ มักเกิดในช่วง สัปดาห์ที่ 28 ขึ้นไปของคุณแม่ เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์สามารถมีอาการบวมที่บริเวณอื่นนอกจากข้อเท้าได้ เช่น แขน ขา และ หน้า เป็นต้น แต่หากมีข้อเท้าบวมเฉียบพลันและรุนแรงร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย เพราะอาจเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้
นอกจากอาการข้างต้น ยังสามาถบอกโรคต่างๆ ได้เช่นกัน อาทิ
- โรคไต อาการบวมรอบตา บวมหน้า บวมเท้า เนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยไม่สามารถกำจัดน้ำและเกลือออกจากร่างกายได้หมด และเมื่อร่างกายมีของเหลวมากเกิดไปจึงทำให้เกิดอาการบวมบริเวณข้อเท้า สังเกต ได้เวลาตื่นนอนหรือช่วงบ่ายๆ หรือมีกิจกรรมในท่ายืนนานๆ สังเกตได้ว่าแหวนหรือรองเท้าที่เคยใส่จะคับขึ้น เมื่อใช้นิ้วกดที่มือ และเท้าจะมีรอยกดบุ๋ม
- โรคหัวใจ อาการขาบวมเกิดจากการที่ร่างกายมีเกลือโซเดียม และน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย อาจ เกิดจากโรคหัวใจบางชนิด อาการบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรังก็ให้อาการเช่นนี้ได้เช่นกัน
- โรคตับ มักเกิดขึ้นในระยะท้ายของโรค ร่วม กับอาการบวมน้ำที่ท้อง หรือที่เรียกว่าท้องมาน สาเหตุสำคัญเกิดจากภาวะโปรตีนต่ำในเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนชนิดอัลบูมิน ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการดึงน้ำกลับเข้าสู่หลอดเลือด โรคตับในระยะท้ายทุกชนิดทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ และพบได้บ่อยที่สุดในโรคตับแข็ง และมะเร็งตั[
- โรคหลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน มักเกิดกับผู้ที่ประกอบอาชีพที่ต้องพึ่งขาทั้งสองข้างเป็นหลัก อย่างน้อยวันละ 4-6 ชั่วโมง ซึ่งอาจเกิดจากกล้ามเนื้อขาเมื่อยล้า แต่ถ้าอาการปวดขาที่เกิดจากการผิดปกติในการทำงานของหลอดเลือดดำ ทำให้การไหล เวียนของเลือดกลับสู่หัวใจไม่สะดวก เกิดการคั่งค้างของเลือดก็จะเกิดอาการอื่นๆ ร่วมกับอาการปวดขา เช่น อาจรู้สึกขาหนักถ่วงๆ เมื่อยล้า บวม ชา หรือร้อนวูบวาบในบางครั้ง มักเป็นตะคริวในเวลาเย็นหรือกลางคืน โดยที่อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำ จนกระทั่งรบกวนความรู้สึก และการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน อาการดังกล่าวถือเป็นอาการเริ่มต้น หรือสัญญาณเตือนของการเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดดำที่ขา ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ การเสื่อมสภาพของหลอดเลือดดำอาจมากขึ้นจนเห็นได้ชัด เช่น เส้นเลือดขอดอักเสบ แผลเรื้อรัง อาจเกิดลิ่มเลือดอุดตัน เป็นต้น
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (Chronic Venous Insufficiency: CVI) มักพบอาการข้อเท้าบวมในคนไข้ที่ไม่ได้ขยับขา คนไข้นอนติดเตียง คนไข้หลังผ่าตัด หรือ คนที่รับประทานยาคุมกำเนิด ทั้งนี้หากเกิดอาการข้อเท้าบวม ขาบวมกับผู้ป่วยที่กล่าวไปข้างต้น สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต เนื่องจากลิ่มเลือดไปอุดตันเส้นเลือดดำ
- ภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema) ภาวะบวมน้ำเหลืองเป็นการค้างสะสมของน้ำเหลืองภายใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เกิดการอุดตันบริเวณทางเดินน้ำเหลือง มักแสดงอาการบวมของโรคที่ขา แขน รวมไปถึงข้อเท้า นอกจากนี้ผิวจะมีสีคล้ำและหนาขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้สามารถเกิดการอักเสบใต้ผิวหนัง และสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
- โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคที่มีการอักเสบตามส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น ข้อเท้าอักเสบ เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ นอกจากนี้โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มักมีอาการปวด และบวมตามบริเวณ ข้อมือ ขา แขน ข้อเท้า เข่า และคอ โดยมักจะแสดงอาการของโรคพร้อมๆ กัน
การรักษาและข้อควรปฏิบัติ
- การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากมีความรุนแรงและอาการแทรกซ้อนควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
- ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเอง วันละครึ่งชั่วโมงทุกวัน เพื่อ กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และป้องกันไม่ให้น้ำไหลลงไปคั่งที่ขา การออกกำลังกายที่ช่วยให้กล้ามเนื้อ และหลอดเลือดแข็งแรง อาทิ ว่ายน้ำ วิ่ง ขี่จักรยาน
- หลีกเลี่ยงกีฬาที่รุนแรงเกินไป เช่น กระโดดสูง กระแทกเท้า
- กินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี และฟลาโวนอยด์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของผนังหลอดเลือดฝอย
- ลดการกินอาหารที่มีรสเค็มลดโซเดียม
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- ถ้าต้องยืนหรือนั่งนานๆ ควรขยับกล้ามเนื้อบริเวณน่องบ่อยๆ เพื่อดันให้เลือดไหลกลับขึ้นมาด้านบน และลดอาการข้อเท้าบวม
- ไม่ควรยืนนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ ถ้าจำเป็นควรเปลี่ยนอริยาบทบ่อยๆ
- หลีกเลี่ยงไม่ให้ขาสัมผัสกับความร้อน เช่น อาบน้ำที่ร้อนเกินไป ยืนบนพื้นร้อนๆ อาบแดดนานๆ
- สวมรองเท้าสูงไม่เกิน 5 ซม.
- ใน กรณีที่ต้องยืนนานๆ ควรสวมถุงน่องที่ช่วยพยุง และกระชับกล้ามเนื้อขา ซึ่งมีแรงบีบรีดไม่น้อยกว่า 30 มิลลิเมตรปรอท และควรสวมตั้งแต่เท้าจนถึงเหนือเข่า
- ยกเท้าสูงประมาณ 45 องศาขณะนอนพัก จนกระทั่งรู้สึกสบายขึ้น จึงนอนต่อในท่าปกติ
- ดื่มน้ำวัน 2 - 3 ลิตร เพื่อช่วยในการขับของเหลวออกมาจากปัสสาวะ นอกจากนี้การดื่มน้ำสามารถช่วยป้องกันอาการข้อเท้าบวมได้
ข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช,โรงพยาบาลกรุงเทพ
“เล็บพยากรณ์โรค” ยกขึ้นมาเช็กกันสักนิด รับมือได้หาแพทย์ทัน
ไฝ สัญญาณบอกโรคมะเร็งผิวหนัง รักษาหายได้ ปล่อยลุกลามมีโอกาสเสียชีวิต