“มะเร็งตับ” จากไวรัสตับอักเสบ เช็กอาการสุ่มเสี่ยง รู้ก่อนยับยั้งมะเร็งทัน
“มะเร็งตับ” นับที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในชาย และอันดับ 3 ในหญิง และอัตราการเสียชีวิตสูงเนื่องจากการดำเนินโรคที่รวดเร็ว ซึ่งสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือเชื้อไวรัสตับอักเสบที่ไม่ใช่แค่สายพันธุ์เดียว เช็กอาการสุ่มเสี่ยงแบบเจาะลึก! รู้ทันป้องกันได้!
“ตับ” นับเป็นอวัยวะภายในที่สำคัญกับร่างกาย มีหน้าที่ช่วยกำจัดของเสีย และสารพิษจากกระแสเลือด ไม่ว่าจะจากยา แอลกอฮอล์ หรือสารพิษจากภายในออกมาในรูปแบบปัสสาวะและอุจจาระ นอกจากนี้ตับยังมีหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงาน ผลิตสารสร้างการแข็งตัวของเลือด ทำหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดที่หมดอายุอีกด้วย และยังมีอีกหลายหน้าที่ที่ช่วยรักษาความสมดุลของร่างกาย แน่นอนว่าหากละเลยใช้ชีวิตไม่ระวังอาจทำให้ตับอักเสบติดเชื้อได้
ภาวะที่ตับมีการอักเสบจะส่งผลให้การทำงานต่างๆ ของตับผิดปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ยา แอลกอฮอล์ สารเคมี การติดเชื้อไวรัส ฯลฯ ซึ่งนำไปสู่โรคตับแข็ง มะเร็งตับได้ ซึ่งในครั้งนี้จะเจาะลึก ตับอักเสบจากไวรัส (Viral hepatitis) หมายถึงตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสเชื้อไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิด แต่ที่รู้จักโดยกว้างขวางและเป็นปัญญาในระบบสาธารสุขไทยมี 3 ชนิดคือ
- ไวรัสตับอักเสบชนิด A สามารถแพร่กระจายในอาหาร น้ำ และอุจจาระ เช่น การเข้าห้องน้ำแล้วไม่ล้างมือ แล้วไปจับอาหารและน้ำ ไวรัสนี้ทำให้มีอาการเกิดขึ้นเฉียบพลันในระยะฟักตัว 2 ถึง 6 สัปดาห์ แล้วจะหายไปเองโดยไม่เกิดตับอักเสบเรื้อรัง
อาการของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด A จะมีอาการแบบเฉียบพลัน คือ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลียในระยะก่อนเหลือง ตามมาด้วยอาการเหลือง และมักมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาจมีปวดเสียด หรือจุกแน่นแถวลิ้นปี่หรือชายโครงขวา ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม อาจมีอุจจาระสีซีด ร่วมด้วย โดยอาการเหล่านี้จะมีอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ จนถึง 3 เดือน แล้วมักจะหายได้เองโดยไม่มีโรคแทรกซ้อน
- ไวรัสตับอักเสบชนิด B เกิดจากการที่ได้รับเลือดหรือสารที่ปนเปื้อนเลือด การมีเพศสัมพันธ์การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การล้างไต การเจาะหู การสักตัวหรือคิ้ว การใช้ใบมีดโกนและแปรงสีฟันที่มีเชื้ออยู่ รวมทั้งการได้รับเชื้อจากมารดาในขณะที่คลอดทำให้เกิดการติดเชื้อตับอักเสบ มีระยะฟักตัว 2 ถึง 6 สัปดาห์
อาการผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด B ส่วนใหญ่จะมีอาการเฉียบพลันโดยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ตาเหลือง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเองและมีภูมิคุ้มกัน มีเพียงส่วนน้อยที่กลายเป็นพาหะ ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อตั้งแต่วัยเด็กอาจไม่มีอาการใดๆ แต่จะกลายเป็นพาหะ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ในอนาคต
- ไวรัสตับอักเสบชนิด C เกิดจากการได้รับเลือด การล้างไต การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสักคิ้วหรือตัว โดยพบว่ามากกว่า 90% ของผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อนี้ มาจากการรับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือด ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง
อาการไวรัสตับอักเสบชนิด C ต่างจากเชื้อตัวอื่นและน่ากลัวกว่าโดยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ มักพบจากการตรวจการทำงานของตับที่ผิดปกติ หรือเมื่อมีอาการตับแข็งหรือมะเร็งตับแล้วเท่านั้น
หากพบมีอาการน่าสงสัย ควรพบแพทย์โดยด่วน เพราะปัจจุบันการรักษาพบว่าการใช้ยาฉีดอินเตอร์เฟียรอน (Interferon) ฉีดติดต่อกันอย่างน้อย 4-6 เดือนจะทำให้การอักเสบของตับลดลง หรือทำให้การอักเสบของตับอักเสบชนิด B หายไป (ได้ผลประมาณร้อยละ 30-40) นอกจากยาฉีดแล้วยังมียารับประทาน โดยแพทย์จะพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถทนยาอินเตอร์เฟียรอนได้ หรือมีข้อห้ามในการใช้ยาอินเตอร์เฟียรอน ซึ่งยารับประทานจะสามารถลดการอักเสบของตับได้เช่นเดียวกัน แต่มีข้อเสีย คือ ต้องรับประทานต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันก็มีการพัฒนายาที่รับประทานเพียง 3-6 เดือน ก็สามารถหายขาดได้มากกว่า 90% ส่วนไวรัสตับอักเสบชนิด C สามารถรักษาได้โดยการใช้ยาอินเตอร์เฟียรอนร่วมกับยากิน อย่างไรก็ตามปัจจุบัน ไวรัสตับอักเสบ A และ B มีวัคซีนป้องกันแล้ว และควรปรึกษาแพทย์
7 สิ่ง ทำลายตับเสี่ยง “มะเร็งตับ” อาหารและพฤติกรรมแบบไหนควรเลี่ยง
ทั้งนี้การรักษาควรควบคู่กับการดูแลตัวเองควบคู่ด้วย
- ห้ามดื่มสุราโดยเด็ดขาด
- ไม่ควรทานยาใดๆที่นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง
- พักผ่อนอย่างเต็มที่
- ผู้ป่วยสามารถทำงานได้ตามปกติ แต่ควรดื่มน้ำมาก ๆ
- ล้างมือให้สะอาดหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้ง
- แยกอาหารและของใช้ส่วนตัวจากคนอื่น
ป้องกันตับอักเสบจากเชื้อไวรัส
- หลีกเลี่ยงการได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดโดยไม่จำเป็น
- หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น การสักตัว สักคิ้ว โดยไม่จำเป็น
- ป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท
3 โรคตับคนรุ่นใหม่ จุดเริ่มต้นมะเร็งตับ ป้องกันได้แค่ปรับพฤติกรรม
“มะเร็งตับ-ตับแข็ง” จาก “ไวรัสตับอักเสบบี” เช็กสัญญาณเสี่ยงโรค