“ไวรัสตับอักเสบ” วัคซีนที่ทุกคนต้องฉีด ป้องกันอันตรายไวรัสลงตับรุนแรง
ไวรัสตับอักเสบเป็นโรคที่พบในคนไทยค่อนข้างมากแต่คนไข้ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการและมีหลายชนิด เมื่อทิ้งไว้จนเรื้อรังมีโอกาสที่จะเป็นตับแข็งและร้ายแรงถึงขั้นเป็นโรคมะเร็งตับได้ ดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย เช็กเลยใครควรฉีด แล้วฉีดเมื่อไหร่ ?
ปัจจุบันไวรัสตับอักเสบ มีทั้งสิ้น 5 ชนิด คือ เอ บี ซี ดี และ อี ชนิดที่เป็นปัญหาของระบบสาธารณสุขไทย คือ ชนิดเอ บีและ ซี ซึ่งคาดว่าในไทยจะมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีประมาณร้อนละ 5 ของประชากร หรือประมาณ 2-3 ล้านคน วันนี้เราจะมีพูดถึงไวรัส 2 ชนิดที่มีวัคซีนป้องกันแล้วซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคลงไปได้ คือไวรัสชนิด เอ และ บี ขณะที่ไวรัสชนิดอื่นยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ห่างไกลโรคดังกล่าวได้
เริ่มกันที่ ไวรัสตับอักเสบชนิด A เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด A (Hepatitis A Virus) สามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม หรือสัมผัสสิ่งปนเปื้อนเชื้อไวรัส เมื่อเชื้อไวรัสผ่านผนังลำไส้เข้าสู่เส้นเลือดไปยังตับ ทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน มีอาการอ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว ไข้ เบื่ออาหาร และดีซ่าน อาการเกิดหลังได้รับเชื้อราว 2 – 4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ สามารถหายได้เอง และสร้างภูมิต้านทานได้ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันและเสียชีวิตได้ในที่สุด
ผู้ที่ควรรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A
- เด็กอายุมากกว่า 1 ปี
- ผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรัง
- ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ A หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ A
- ผู้ที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ (กลุ่มเพศชาย)
- ผู้ที่ใช้สารเสพติด
- พ่อครัวหรือแม่ครัวที่ต้องปรุงอาหารเป็นประจำ
- ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศที่มีความเสี่ยงด้านสุขอนามัยต่ำหรือเป็นสถานที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบ A ควรได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเดินทางประมาณ 1 เดือน
วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A ฉีดกี่ครั้ง
- การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A จะฉีด 2 ครั้ง โดยฉีดห่างกัน 6 – 12 เดือน
"ไวรัสตับอักเสบบี" เป็น พาหะ-ติดเชื้อไม่มีอาการ ต้องรักษาหรือไม่ ?
ไวรัสตับอักเสบชนิด B เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด B (Hepatitis B Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคตับเรื้อรังและมะเร็งตับที่สำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและแอฟริการวมทั้งประเทศไทย โดยสามารถติดต่อผ่านทางการคลอด การสัมผัสเลือดหรือแผลเปิดของผู้ติดเชื้อ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ และการใช้อุปกรณ์ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อร่วมกัน เช่น เข็มฉีดยาหรือแปรงสีฟัน หากได้รับเชื้อแล้วจะเกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยบางรายอาจหายเองและสร้างภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยบางรายร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้อาจกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับ และเสียชีวิต
ผู้ที่ควรรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ B
- ทารกแรกเกิดทุกราย เด็ก และวัยรุ่นที่ไม่ได้รับวัคซีนเมื่อแรกเกิด
- ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง
- ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ B
- ผู้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ทำการฟอกไต
- ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อย ๆ
- ผู้ที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
- ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
วัคซีนไวรัสตับอักเสบ B ฉีดกี่ครั้ง
- ฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ B ทั้งหมด 3 ครั้ง
- ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 1 – 2 เดือน
- ครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งแรก 6 เดือน
การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันไวรัสตับอักเสบได้อย่างเห็นผล โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบบีที่อาจร้ายแรงถึงชีวิตหากป่วยเรื้อรัง จึงควรใส่ใจและเข้ารับการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนตามที่แพทย์กำหนด นอกจากการฉีดวัคซีนแล้วการดำรงชีวิตเพื่อเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อาทิ หลีกเลี่ยงการได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดโดยไม่จำเป็น/หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น การสักตัว สักคิ้ว โดยไม่จำเป็นและป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ก็นับว่าเป็นหนทางป้องกันที่ดีเยี่ยมเพื่อให้มีคุณภาพชีวิติที่ดี ห่างไกลจากโรคตับที่บั่นทอนชีวิต
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ
“ไวรัสตับอักเสบซี” ภัยเงียบไม่มีวัคซีนป้องกัน เสี่ยงตับแข็ง-มะเร็งตับ
สมุนไพร-วิตามิน กินมาก-กินนาน ไม่ระวังเสี่ยงตับอักเสบอันตรายถึงชีวิต