วิจัยพบคนท้องผูกบ่อย-ถ่ายยาก เสี่ยงมะเร็งลำไส้มากกว่า!
ท้องผูกเกิดได้หลากหลายปัจจัย และแน่นอนเป็นปัญหาสุขภาพและอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ ที่มีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปถึง 1.78 เท่า
มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยมีข้อมูลจากงานวิจัยใน American College of Gastroenterology (ACG) ระบุไว้ว่า ภาวะท้องผูกเรื้อรังมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนทั่วไปถึง 1.78 เท่า ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะท้องผูกจึงถือเป็นการช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ส่วนหนึ่ง
สาเหตุของอาการท้องผูก ได้แก่
- ความเครียด
- การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย หรือมีปริมาณที่ไม่เพียงพอ
- ดื่มน้ำน้อย
- ขาดการออกกำลังกาย
- รับประทานยาระบายหรือสวนอุจจาระเองบ่อยๆ
- ชอบกลั้นอุจจาระ
- อาจเกิดจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยาลดกรด และยาลดความดัน
- โรคประจำตัวบางโรคที่ส่งผลต่อการขับถ่าย เช่น เบาหวาน พากินสัน เส
ท้องผูกแบบนี้ควรไปพบแพทย์
- สำหรับผู้ที่ถ่ายอุจจาระยากหรือ มีอาการท้องผูกเป็นประจำ หากอุจจาระมีลักษณะเปลี่ยนไปควรรีบพบแพทย์ทันที โดยสามารถสังเกตอาการเบื้องต้น จากลักษณะ สี หรือขนาดมีเลือดปน ถ่ายเป็นเลือด ขณะขับถ่ายหรือไม่
- ปวดถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้นจากปกติ
- คลำพบก้อนในช่องท้อง
- รู้สึกปวดเบ่งบริเวณทวารหนักคล้ายปวดอุจจาระตลอดเวลา
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบเหตุ
- มีภาวะซีด อ่อนเพลีย
- ปวดท้องอย่างรุนแรง แต่ไม่ถ่ายอุจจาระ หรือไม่ผายลม
- อาการเหล่านี้อาจเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่
- เลือดในสมองตีบ
ปรับพฤติกรรมป้องกันอาการท้องผูก
- ขับถ่ายให้เป็นเวลา ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขับถ่าย คือ หลังตื่นนอนในตอนเช้า ดังนั้น ควรปรับเวลาการตื่นนอนให้เช้าขึ้นดื่มนมหรือน้ำเปล่าเพื่อเข้าไปช่วยกระตุ้นการขับถ่าย
- ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ในหนึ่งวันควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 1.5-2 ลิตรต่อวัน โดยแบ่งดื่มในแต่ละช่วงเวลา ครั้งละ 1-2 แก้ว ไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากๆ แบบรวดเดียว
- เลือกบริโภคอาหารที่มีไฟเบอร์สูงอาหารไฟเบอร์สูง อย่างผักและผลไม้ จะเข้าไปเพิ่มปริมาณของใยอาหารที่พอเหมาะในแต่ละวัน คืออย่างน้อยวันละ 6 กรัม ซึ่งสามารถสังเกตได้จากลักษณะของอุจจาระ ถ้าจมน้ำแสดงว่าต้องเพิ่มการกินผักและผลไม้ให้มากขึ้น
- ออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น ในคนที่ไม่ค่อยชอบออกกำลังกายหรือเอาแต่นั่งๆ นอนๆ ไม่ค่อยขยับร่างกายในแต่ละวัน มักจะมีโอกาสเกิดภาวะท้องผูกได้สูงกว่า
มะเร็งลำไส้ คาดพบป่วยเพิ่มอีก 2.4 เท่า ใครเสี่ยงมากกว่าคนอื่น?
10 อาหารแก้ท้องผูก อุดมไฟเบอร์ เทคนิคกินผัก-ผลไม้ให้ได้วันละ 400 กรัม
หลายคนยังมีความเข้าใจแบบผิดๆ ว่าคนเราต้องขับถ่ายอุจจาระทุกวัน เมื่อไม่รู้สึกว่าต้องการขับถ่ายก็จะพยายามออกแรงเบ่ง ซึ่งพฤติกรรมการขับถ่ายแบบนี้เป็นการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดริดสีดวงทวารได้ ดังนั้น หากปรับพฤติกรรมเรื่องการกิน การออกกำลังกายแล้ว ยังไม่รู้สึกว่าต้องการขับถ่ายในทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ถ้าจำนวนครั้งของการถ่ายในแต่ละสัปดาห์ยังเหมือนเดิมแม้ว่าจะปรับพฤติกรรมเพื่อการขับถ่ายได้ดีแล้ว แต่ยังคงมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็น “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ดังนั้น หากคุณเป็นผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป คนในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงการมีนิสัยชอบดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ก็ควรปรึกษาแพทย์
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล และ โรงพยาบาลสมิติเวช
แบบทดสอบเช็กความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ ฟรี! รู้ก่อนรักษาก่อนมีโอกาสหายได้!
5 เรื่องเข้าใจผิดการดีท็อกซ์ร่างกาย ย้ำยาระบายไม่ช่วยลดน้ำหนัก