“มะเร็งตับ” ทำไมชายวัย 50+ ต้องระวัง - ปัจจัยเสี่ยงไม่ใช่แค่ดื่มเหล้า
“มะเร็งตับ” คร่าชีวิตเป็นอันดับ 1 ของ “โรคมะเร็งในผู้ชาย” เพราะมะเร็งตับมักจะไม่แสดงอาการในระยะแรก กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองเสี่ยงเป็นมะเร็งตับ ก็อาจจะลุกลามไประยะสุดท้ายแล้ว หรือยากเกินที่จะรักษาให้หายขาด เเละอาจอันตรายถึงชีวิตได้
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุเอาไว้ว่ามะเร็งตับ พบมากเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งที่พบทั้งหมดในคนไทยโดยเฉพาะชายไทย ทั้งหมดประมาณ120,000 ราย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งประเทศไทยรายงานผู้ป่วยมะเร็งตับและท่อน้ำดีรายใหม่ 20,671 ราย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 15,912 ราย
รู้หรือไม่ ? ตับเป็นอวัยวะภายในช่องท้องที่ใหญ่ที่สุด อยู่ทางด้านขวาหลังซี่โครงส่วนล่าง โดยตับจะทำหน้าที่หลายอย่าง ประกอบด้วยการกักเก็บสารอาหาร กรองและทำลายสารเคมีในอาหาร แอลกอฮอล์ และสารเสพติดต่างๆขจัดของเสียและเซลล์ที่เสื่อมสภาพออกจากเลือดผลิตน้ำดี
ซึ่งเป็นสารละลายที่ช่วยย่อยไขมันและกำจัดของเสีย รวมทั้งการปล่อยกลูโคสให้ร่างกายนำไปใช้
มะเร็งตับที่พบมากในไทยมี 2 ชนิด
- มะเร็งของเซลล์ตับ เกิดจากภาวะตับแข็ง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี และการดื่มสุรา
- มะเร็งท่อน้ำดีตับ เกิดจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจากการรับประทานปลาน้ำจืดดิบ รวมถึงการมีภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
มะเร็งตับมีกี่ระยะ
- มะเร็งตับระยะเเรก (Early) จะไม่แสดงอาการใดๆ หรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ท้องอืด แน่นท้อง เหมือนอาหารไม่ย่อย จนกว่าก้อนมะเร็งจะโตขึ้นเรื่อยๆ
- มะเร็งตับระยะที่ 2 (Intermediate) จะเริ่มมีก้อนเนื้อ 1 ก้อน ขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่สามารถรักษาให้หายได้
- มะเร็งตับระยะที่ 3 (Advanced) จะมีก้อนเนื้อไม่เกิน3 ก้อน ขนาดเล็กกว่า 3 เซนติเมตร ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องรีบตรวจรักษา เพื่อไม่ให้ลุกลามไปยังระยะที่ 4 หรือ 5 เพราะอาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆตามมาได้
- มะเร็งตับระยะที่ 4 (Terminal) ก้อนเนื้อมะเร็งเริ่มโตมาก และลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียงตับ ต่อมน้ำเหลือง หรือแพร่กระจายไปยังเส้นเลือดอื่นๆ และลุกลามไปที่อวัยวะต่างๆในร่างกาย
- มะเร็งตับระยะสุดท้าย เป็นระยะที่ผู้ป่วยมีสุขภาพทรุดโทรมมาก หรือตับทำงานแย่ลงมาก
สัญญาณอาการร้ายของมะเร็งตับ
ในระยะแรกของโรคมะเร็งตับ มักไม่มีอาการให้เห็นหรือรู้สึกได้ แต่อาจปรากฏขึ้นเมื่อมะเร็งเติบโตและมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีการแพร่กระจายแล้ว โดยอาจสังเกตได้จากอาการอย่างน้อยหนึ่งอย่าง
- อ่อนเพลีย หรือเหนื่อยล้าผิดปกติ
- มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีภาวะดีซ่าน คือผิวหนังและดวงตามีสีเหลือง
- คลำได้ก้อนแข็งใต้ซี่โครงด้านขวา
- มีอาการท้องบวม หรือรู้สึกไม่สบายในช่องท้องส่วนบนทางด้านขวา
- มีอาการปวดท้อง หรือปวดบริเวณสะบักขวา ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปด้านหลังได้
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจไม่ได้บ่งบอกถึงโรคมะเร็งตับเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากภาวะสุขภาพอื่นๆ ได้ด้วย หากคุณมีอาการเหล่านี้หรือมีความกังวลใจ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจะดีกว่า
ปัจจัยเสี่ยงก่อมะเร็งตับ
- เพศชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากพบว่าเพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิงราว 2-3 เท่า
- มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วน
- สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไวรัสตับอักเสบซีเป็นเวลานาน
- เป็นโรคตับแข็งด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น เกิดแผลเป็นในตับ เกิดการอักเสบที่ตับหรือท่อน้ำดีเรื้อรัง ภาวะฮีโมโครมาโตซิส (ภาวะธาตุเหล็กมากเกินความต้องการของร่างกาย) เป็นโรคไขมันพอกตับ หรือโรคเบาหวาน
- รับประทานอาหารที่มีอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin ; เชื้อราที่เจริญเติบโตได้ในอาหาร)
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเคยเป็นมะเร็งตับ
ทั้งนี้ การมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เป็นสาเหตุทั้งหมดของการเกิดมะเร็งตับ อาจมีเหตุผลอื่นๆ ที่ส่งผลให้เกิดมะเร็งตับได้เช่นกัน
เตือน! สาวไม่ดื่มเหล้าป่วย “มะเร็งตับ” คาดมาจากเนยถั่วปนเปื้อน
มะเร็งตับ ป้องกันได้
- หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่อาจนำไปสู่โรคตับแข็ง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน โดยเลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ และลดปริมาณไขมันที่บริโภคในแต่ละวัน
- การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งสามารถฉีดได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นทารก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันกับคู่นอนที่เสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกันกับผู้อื่น เช่น เข็มฉีดยา กรรไกรตัดเล็บ
นอกจากการลดความเสี่ยงด้วยการปรับพฤติกรรม ยังควรตรวจคัดกรองสุขภาพตับหรือตรวจหามะเร็งตับทุก 6-12 เดือน เพราะการพบมะเร็งตับในระยะแรกๆ เช่น เซลล์มะเร็งมีขนาดเล็กประมาณ 2-3 ซม. ก็จะเป็นระยะที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดีกว่าการพบมะเร็งตับที่เซลล์มีขนาดใหญ่ หรือเป็นในระยะลุกลามแล้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโลและกระทรวงสาธารณสุข
“วิตามิน” กินมากไปเสี่ยงตับทำงานหนัก แนะปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน
“ไวรัสตับอักเสบ” มีกี่ชนิด? ละเลยเสี่ยง “มะเร็งตับ” อันตรายถึงชีวิต