ไขมันเกาะตับ จุดเริ่มต้นมะเร็งตับ รู้ทันค่าตับด้วยเทคโนโลยี! FIBROSCAN
รู้หรือไม่ ? ไขมันเกาะตับ ชนวนนำไปสู่ปัญหาตับแข็งและมะเร็งตับได้ แล้วจะทำอย่างไร ถ้าอยากรู้ว่าเรามีไขมันเกาะตับหรือไม่? หรือมีปัญหาตับแข็งหรือเปล่า? วันนี้เราเลยจะชวนรู้จักกับเทคโนโลยีเครื่องไฟโบรสแกน ที่ไม่ควรพลาด
จากที่มีการโฆษณาตามสื่อออนไลน์ ขายยาที่อ้างว่าช่วยลดไขมันในตับได้นั้น จริงๆ แล้วปัจจุบันยังไม่มียาตัวใดที่ อย. แนะนำให้ใช้ลดไขมันเกาะตับเพียงอย่างเดียว การจะลดปัจจัยเสี่ยงภาวะหัวใจขาดเลือดและอัมพาตได้นั้น ต้องอาศัยการปรับพฤติกรรม ควบคุมความดันโลหิต คุมระดับน้ำตาลในเลือด คุมค่าไขมันในเลือด ลดขนาดรอบเอว และออกกำลังกายร่วมด้วย แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์เฉพาะทางอาจพิจารณาให้ยาในกลุ่มวิตามิน อี หรือยาในกลุ่มลดเบาหวาน แบบเฉพาะเป็นรายบุคคล
สุดท้ายแล้วการตรวจเพิ่มเติมดูไขมันเกาะตับจึงเป็นแนวทางที่ทำให้สามารถเข้ารับการรักษาไขมันเกาะตับได้อย่างเหมาะสม
ฉะนั้น ยิ่งตรวจพบไขมันเกาะตับเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้คุณเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการรักษาต่างๆ เร็วขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีตั้งแต่การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และในกรณีของผู้ที่มีความเสี่ยงสูง อาจได้รับยาเพื่อช่วยลดไขมันในตับ
ไฟโบรสแกน FIBROSCAN เครื่องมือเพื่อทุกเรื่องตับ
เครื่องไฟโบรสแกน (FIBROSCAN หรือ Vibration Controlled Transient Elastograply) เครื่องตรวจวัดค่าไขมันตับและตรวจวัดค่าตับแข็ง ซึ่งใช้หลักการเดียวกับโซนาร์และอัลตร้าซาวด์ โดยการปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงไปที่เนื้อตับ และตรวจวัดคลื่นที่สะท้อนกลับในหน่วยเดซิเบล/เมตร (dB/m) แบบไร้แผลไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งในเนื้อตับที่มีไขมันสะสมอยู่มากกว่าจะมีความเร็วเสียงสะท้อนกลับที่มากกว่าเนื้อตับที่มีไขมันน้อย การวัดค่าตับแข็งก็เช่นกัน ถ้าตับแข็งคลื่นเสียงจะผ่านได้เร็วขึ้น ดังเช่นที่เสียงผ่านของแข็งได้ดีกว่าน้ำ และผ่านน้ำได้ดีกว่าอากาศนั่นเอง
การตรวจไฟโบรสแกน (FIBROSCAN) เหมาะกับใครบ้าง?
โดยข้อมูลการศึกษาในประเทศจีนและฮ่องกงพบว่า ผู้ที่ไม่มีรูปร่างอ้วนและไม่มีอาการใดๆ กลับพบว่ามีไขมันเกาะตับสูงถึงร้อยละ 18 หรืออธิบายง่ายๆ ว่าในผู้ที่มีรูปร่างสมส่วน 5 คน จะมีผู้ที่ไขมันเกาะตับ 1 คน เลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันผู้ที่รูปร่างท้วม หรืออ้วน ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะมีไขมันเกาะตับสูงถึงร้อยละ 60 ซึ่งความท้วมหรือความอ้วนที่ว่านี้ จะวัดโดยใช้ดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI)
อาการแบบไหนที่ควรตรวจโบรสแกน (FibroScan)
- มักรู้สึกอ่อนเพลีย อาหารไม่ย่อย
- มีประวัติการดื่มสุราเรื้อรัง
- มีประวัติว่าคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งตับ
- มีอาการตาเหลืองและตัวซีดเหลืองผิดปกติ
ข้อดีของการตรวจไฟโบรสแกน
- ไม่เกิดความเจ็บปวด และไม่เป็นอันตรายใดๆ กับร่างกาย
- ตรวจง่าย รวดเร็ว ใช้เวลาไม่เกิน 5-10 นาทีทราบผลทันที
ในการตรวจจะรู้สึกสั่นสะเทือนบริเวณผิวหนังที่ปลายหัวตรวจเล็กน้อยในกรณีที่ต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด สามารถตรวจซ้ำได้หลายครั้งและปลอดภัย และควรตรวจจากแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับหรือบุคลากรที่ได้รับการอบรมจะเป็นผู้ตรวจไฟโบรสแกน
ข้อห้ามในการตรวจไฟโบรสแกน(FibroScan)
ห้ามใช้กับหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากคลื่นความถี่จากเครื่องไฟโบรสแกนอาจมีผลต่อการพัฒนาการและการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์ แพทย์จึงไม่ควรใช้กับหญิงตั้งครรภ์เด็ดขาดและไม่ควรให้หญิงตั้งครรภ์อยู่ใกล้กับตัวเครื่องในขณะเปิดใช้งานด้วย
วิธีการตรวจไฟโบรสแกน (FibroScan)
- นอนหงายโดยยกแขนทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ ทาเจลที่หัวตรวจหรือผิวหนังคนไข้เล็กน้อย
- ทำการตรวจวัดที่บริเวณตำแหน่งตรงกลางเนื้อตับทั้งหมด 10 ครั้งในจุดเดียวกัน
- ผลที่ได้เป็นค่าความแข็งของตับ เป็นเลขตั้งแต่ 1.5-75 กิโลพาสคาล และค่าปริมาณไขมันสะสมในตับตั้งแต่ 100-400 เดซิเบล/เมตร ซึ่งแพทย์จะแปลผลที่ได้เพื่อใช้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยโรคตับ
“มะเร็งตับ” ทำไมชายวัย 50+ ต้องระวัง - ปัจจัยเสี่ยงไม่ใช่แค่ดื่มเหล้า
ผลสุขภาพตับที่รู้ได้ จากการตรวจไฟโบรสแกน (FIBRO SCAN)
การตรวจไฟโบรสแกน จะแสดงผลค่าการตรวจ 2 ส่วน คือ ค่าปริมาณไขมันในตับและค่าตับแข็ง โดย
- ค่าตับแข็ง ทำให้สามารถตรวจพบค่าตับแข็งหรือตับใกล้แข็งในผู้ที่ไม่มีอาการได้ และนั่นย่อมดีกว่ารอจนมีอาการ อย่างตาเหลือง ตัวเหลือง ขาบวม หรืออาเจียนเป็นเลือด เพราะจะได้รีบดำเนินการหาสาเหตุที่แน่ชัดว่าเป็นจากไขมันเกาะตับ ไวรัสตับอักเสบ หรือเพราะดื่มสุรามากเกินไป และวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
- ค่าปริมาณไขมันในตับ : ค่าการตรวจที่ได้นี้จะเป็นสัญญาณเตือนที่จะบอกว่า คุณกำลังเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนที่ไม่มีไขมันในตับ ทั้งยังมีข้อมูลจากในหลายประเทศที่ระบุว่า ปริมาณไขมันในตับที่สูงมีความสัมพันธ์กับโอกาสการเกิดอัมพาตในอนาคตที่มากขึ้น
ในอดีตหากจะตรวจปริมาณไขมันเกาะตับและค่าตับแข็งจะต้องอาศัยวิธีการเจาะชิ้นเนื้อตับเท่านั้น ซึ่งก็มีความเสี่ยงแม้จะไม่มากนักก็ตาม แต่ในปัจจุบันถึงจะมีทางเลือกในการตรวจหลายวิธี อาทิ การตรวจเลือดไฟโบเทสต์, การตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ Elastography, การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI แล้วคำนวณด้วยเครื่องมือพิเศษอย่าง MRE Elastography แต่วิธีดังกล่าวเหล่านี้ก็ยังมีข้อจำกัด ไม่ว่าเป็นการตรวจเฉพาะที่มีโรงพยาบาลให้บริการน้อย เจ็บตัวจากการตรวจ หรือราคาค่าตรวจที่ค่อนข้างสูง เป็นต้น แน่นอนว่า พอทุกคนทราบถึงภัยร้ายของโรคไขมันเกาะตับและตับแข็ง ก็ย่อมอยากตรวจ แต่ถ้าต้องให้เจาะตับ คงขอคิดใหม่อีกนาน เพราะกลัวทำแล้วจะเป็นอะไรหรือเปล่า เจาะตับเชียวนะ!
ฉะนั้น การตรวจไฟโบรสแกน (FIBRO SCAN) จึงเป็นทางเลือกที่ตอบสนองความต้องการของทุกคนได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถตรวจปริมาณไขมันเกาะตับและค่าตับแข็ง ได้โดยไม่เจ็บตัว ราคาคุ้มค่า ไม่ต้องเตรียมตัวยุ่งยากก่อนตรวจ ใช้เวลาในการตรวจไม่นาน และทราบผลรวดเร็ว จึงทำให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเพื่อตรวจติดตามผลการรักษาโรค ประเมินความรุนแรงของโรค หรือจะตรวจสุขภาพเพื่อดูความเสี่ยงตับแข็งก็ย่อมได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโลและโรงพยาบาลพญาไท
“นิ่วในไต” กำลังเพิ่มขึ้นในเด็กผู้หญิง เช็กปัจจัยเสี่ยง-วิธีป้องกัน