“ดื่มน้ำน้อย” เสี่ยงภาวะเลือดข้นหรือไม่? และเหตุผลที่ควรดื่มน้ำมากขึ้น
หลายคนมีความเชื่อว่า การดื่มน้ำน้อย อาจจะทำให้เกิดภาวะเลือดข้น ทางการแพทย์ระบุว่าไม่เป็นความจริงแล้วอะไรคือสาเหตุทำให้เกิดภาวะเลือดข้น แล้วดื่มน้ำน้อยจะเสี่ยงอะไรบ้าง? อันตรายหรือไม่?
ภาวะเลือดข้น คือภาวะที่เลือดมีความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงสูงผิดปกติ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ยากกว่าปกติ และเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตันตามอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการ อาทิ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย อ่อนแรง การมองเห็นผิดปกติ หน้าแดงผิดปกติ เหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอก แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่ได้มีอาการนำใดๆ มาก่อนเลย แต่ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจเลือด CBC (Com plete Blood Count)
สาเหตุและประเภทของภาวะเลือดข้น
ปริมาณน้ำเลือดหรือพลาสมาลดลง มักมีสาเหตุมาจากการที่มีน้ำหนักตัวเกิน การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก การใช้ยาขับปัสสาวะ หรือเป็นผลมาจากภาวะขาดน้ำในร่างกาย
ไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงออกมาในปริมาณที่มากเกินไปแบ่งได้ 2 ประเภท ดังต่อไปนี้
- ไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ (Primary Polycythemia หรือ Polycythemia Vera) ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสารพันธุกรรมเจเอเคทู (JAK2) ทำให้ไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงในปริมาณที่มากผิดปกติ และผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดในปริมาณที่มากผิดปกติด้วยเช่นกัน มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ
- การผลิตฮอร์โมนอีริโทโพอิติน (Erythropoietin) ในปริมาณที่มากเกินไป (Secondary Polycythemia) หรืออาจเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และภาวะหยุดหายใจขณะหลับส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ไม่เพียงพอ จึงผลิตฮอร์โมนอีริโทโพอิตินมากขึ้น หรือการมีปัญหาที่เกี่ยวกับไต เช่น เนื้องอกในไต หรือการตีบของหลอดเลือดแดงในไต เป็นต้น
การดื่มน้ำน้อย ทำให้เกิด “ภาวะเลือดข้น” จริงหรือไม่?
ไม่จริง เนื่องจากภาวะเลือดข้นมักเกิดจากการสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ แม้ว่าในภาวะที่ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงอาจจะทำให้เลือดข้นขึ้นกว่าปกติได้ แต่การดื่มน้ำน้อยเพียงอย่างเดียว จะไม่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง ทำให้มีอาการ ง่วงซึม อ่อนเพลีย ผิวแห้ง ตาแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ปวดศีรษะ ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ ชีพจรเต้นเร็ว หายใจถี่ หอบถี่
ปริมาณน้ำดื่มที่พอเหมาะ
ในคนปกติ ร่างกายจะมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อรักษาสมดุลได้เป็นอย่างดี หากดื่มน้ำอย่างน้อย 500-600 ซีซี และไม่เกิน 3-4 ลิตรต่อวัน ร่างกายก็ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ จึงไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลเรื่องการดื่มน้ำจนเกินไป แนะนำให้ดื่มน้ำวันละประมาณ 1-2 ลิตรต่อวัน
"น้ำมะนาว" ดื่มตอนเช้าช่วยดีท็อกซ์ลำไส้-ปรับสมดุลให้ร่างกาย
ข้อแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- หากรู้สึกกระหายน้ำ แสดงว่าร่างกายมีภาวะขาดน้ำ ควรดื่มน้ำเพื่อเติมน้ำให้กับร่างกาย
- หากมีการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกายมากกว่าปกติ เช่น เสียเหงื่อมาก หรือ ท้องเสีย ควรได้รับทั้งน้ำและเกลือแร่เพื่อชดเชยกับที่สูญเสียไป
- ปริมาณน้ำดื่มที่เหมาะสมในผู้ป่วย ขึ้นกับโรคประจำตัวที่เป็นและสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
- ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำรวดเดียวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากร่างกายอาจไม่สามารถขับน้ำส่วนเกินออกได้ทัน
ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลเปาโลและสภากาชาดไทย
6 เครื่องดื่มที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ดีที่สุด
“เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล” ทำหิวง่าย-อ้วนขึ้นแนะทริคดื่มน้ำลดน้ำหนัก