เหตุผลผู้สูงอายุถึงเสี่ยง “กระดูกสะโพกหัก” มากกว่า เผยวิธีรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด
ผู้สูงอายุ กับปัญหาการหกล้มมักมาคู่กันและเสี่ยงมากที่จะกระดูกหักโดยเฉพาะจุดอันตรายอย่างสะโพก เผยวิธีป้องกันและรักษาทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่า แพทย์แนะวิธีป้องกัน
หนึ่งในปัญหาที่น่ากังวลใจของผู้สูงอายุ คือการหกล้ม เพราะเสี่ยงกระดูกสะโพกหัก เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุมักมีปัญหาเรื่องกระดูก โดยเฉพาะภาวะกระดูกพรุนเนื่องจากสูญเสียมวลกระดูกตามอายุ รวมถึงมักมีโรคประจำตัวหลายชนิด เมื่อมีการล้มแม้เพียงจากอุบัติเหตุเล็กน้อยก็สามารถเสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักได้
กระดูกสะโพก คือกระดูกที่อยู่บริเวณสะโพกและต้นขาส่วนบน สาเหตุของกระดูกสะโพกหัก
สามารถแบ่งได้เป็น
- ในผู้ป่วยอายุน้อย ที่ยังมีความแข็งแรงของกระดูกมาก การหักมักเกิดจากอุบัติเหตุที่รุนแรง เช่น รถชน ตกจากที่สูง เป็นต้น
- ในผู้ที่มีความแข็งแรงของกระดูกลดลง หรือมีความผิดปกติของเนื้อกระดูก เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น มะเร็งบริเวณกระดูก ความผิดปกติของแคลเซียมและฟอสเฟต ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แม้อุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น การหกล้มจากท่ายืนปกติก็สามารถทำให้กระดูกสะโพกหักได้
ปัจจัยเสี่ยงกระดูกสะโพกหัก
- อายุที่มากขึ้น
- เพศหญิง เนื่องจากมีการสูญเสียมวลกระดูกเร็วกว่าเพศชาย โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน
- ผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน
- ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
- มีปัญหาการดูดซึมวิตามินดีทางลำไส้
- มีปัญหาด้านการทรงตัว เช่น มีโรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มมากขึ้น
- ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาที่ทำให้ง่วงซึม เช่น ยานอนหลับ ยาคลายเครียด เป็นต้น
- ผู้ที่ได้รับวิตามินดีและแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ
- ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังหรือใช้แรง เนื่องจากมวลกล้ามเนื้อจะน้อย กระดูกและกล้ามเนื้อจะไม่แข็งแรง
- ผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
อาการที่ต้องมาพบแพทย์
ผู้สูงอายุที่มีการหกล้ม โดยเฉพาะการล้มไปด้านข้าง มีโอกาสที่จะเกิดภาวะกระดูกสะโพกหัก โดยจะมีอาการปวดสะโพกอย่างมาก ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ หรือมีอาการปวดมากเวลาขยับ มีอาการบวม สัมผัสแล้วเจ็บบริเวณสะโพก หัวเหน่า หรือต้นขา อาจมีการผิดรูปของขา โดยขาข้างที่ปวดอาจสั้นและมีการบิดหมุนออกมากกว่าข้างปกติ
การป้องกันกระดูกสะโพกหัก
- การกำจัดปัจจัยเสี่ยงในการล้ม เช่น ภาวะทางกายที่ทำให้ทรงตัวไม่ถนัด การตรวจตา ตรวจเท้า การลดหรืองดยาที่อาจทำให้มีอาการง่วงซึม โดยปรึกษากับแพทย์ผู้จ่ายยา การใช้อุปกรณ์ในการช่วยเดิน การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการล้ม
- การประเมินความเสี่ยงการพลัดตกหกล้มด้วยตนเอง
- การเสริมสร้างระบบกระดูกและกล้ามเนื้อให้แข็งแรง สามารถทำได้โดยไม่ต้องรอให้สูงวัย หรือผู้ที่เข้าสู่ภาวะสูงวัยแล้วก็สามารถป้องกันการเสื่อมมากขึ้นของกระดูก โดย
- การรับประทานวิตามินดีและแคลเซียมให้เพียงพอ โดยในผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปี แนะนำให้ได้รับวิตามินดี 600 หน่วยมาตรฐาน และแคลเซียม 1200 มิลลิกรัม
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อและกระดูก เพื่อป้องกันการหกล้ม และเสริมสร้างการทรงตัวที่ดี เช่น การเดิน เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เนื่องจากจะทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์ยังทำให้เสียความสามารถในการทรงตัว เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มซึ่งเป็นสาเหตุของกระดูกหักได้
ป้องกันการลุกลามของ “กระดูกพรุน” ด้วยยาและปรับพฤติกรรม
Magnific/peoplecreations
ผู้สูงอายุปวดสะโพก
2 แนวทางรักษากระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ
การผ่าตัดและไม่ผ่าตัด โดยทั่วไปแนะนำการรักษาด้วยการผ่าตัดเพราะจะให้ผลที่ดีกว่า โดยเฉพาะการผ่าตัดภายใน 48 ชั่วโมง แต่อาจมีความเสี่ยงในผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ป่วยสูงอายุ ซึ่งแพทย์ผู้ดูแลจะให้คำแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย
กระดูกสะโพกหักไม่ผ่าตัด ได้หรือไม่?
ในผู้ป่วยมีความเสี่ยงมากในการเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเดินได้ตั้งแต่ก่อนเกิดกระดูกหัก หรือผู้ป่วยที่มาพบแพทย์หลังการบาดเจ็บในช่วงที่กระดูกเริ่มมีการประสานกันแล้ว แพทย์อาจแนะนำการรักษาโดยการไม่ผ่าตัด
โดยแพทย์อาจมีการใส่เครื่องถ่วงน้ำหนักเพื่อยืดกล้ามเนื้อ และการจำกัดกิจกรรม เลี่ยงการลงน้ำหนักในขาข้างที่บาดเจ็บ งดกิจกรรมที่ต้องใช้แรง ใช้อุปกรณ์ช่วยในการเดิน เช่น ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน หรือคอกช่วยเดิน ให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด โดยทั่วไปจะใช้เวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ ในการประสานกันของกระดูก มีการวิจัยว่าการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์หรือกระแสไฟฟ้าพลังอ่อนอาจช่วยในการประสานของกระดูกให้เร็วขึ้น
การรักษาโดยการไม่ผ่าตัดทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก อาจเกิดการติดเชื้อ แผลกดทับ ลิ่มเลือดอุดตันที่ขาหรือที่ปอด และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้
การผ่าตัดกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ
จะมีทั้งการผ่าตัดยึดกระดูก ผ่าตัดใส่ข้อเทียมบางส่วน และการผ่าตัดใส่ข้อเทียมทั้งชุด ขึ้นกับลักษณะการหักและลักษณะทางกายภาพของกระดูกของผู้ป่วย
ความเสี่ยงการผ่าตัดกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ
ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ และวิสัญญีแพทย์จะมีการประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยก่อนเข้ารับการผ่าตัดเสมอ และจะพยายามจำกัดความเสี่ยงเพื่อให้ผู้ป่วยมีความพร้อมต่อการผ่าตัดมากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดแบบแผลเล็กหรือ Minimal Invasive Surgery (MIS) ซึ่งแผลจะเล็กกว่าวิธีผ่าแบบเปิด ผู้ป่วยเจ็บน้อยกว่า เสียเลือดน้อยกว่า สามารถฟื้นตัวได้เร็ว โดยผู้ป่วยจะสามารถฟื้นตัวและเริ่มเดินลงน้ำหนักได้ตั้งแต่ 6-12 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด
ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาล
ขึ้นกับความเร็วในการฟื้นตัวและความแข็งแรงของผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด โดยทั่วไปใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลและการกายภาพหลังผ่าตัด 4-7 วันหากไม่มีภาวะแทรกซ้อน
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
ก่อนการผ่าตัด แพทย์จะให้ผู้ป่วยงดน้ำและอาหาร ควบคุมโรคประจำตัวต่าง ๆ งดยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด
ไม่ควรนอนตะแคงทับด้านที่ผ่าตัด หากมีการนอนตะแคงควรมีหมอนหรือหมอนข้างรองขาข้างที่ผ่าตัดไว้เพื่อป้องกันข้อสะโพกหุบ ไม่ควรงอข้อสะโพกมากเกินไป เช่น การนั่งเก้าอี้เตี้ย การนั่งพับเพียบ การนั่งขัดสมาธิ การก้มเก็บของที่พื้น ก้มใส่กางเกง ถุงเท้า ตัดเล็บ ควรใช้อุปกรณ์ช่วยเดินจนกว่าข้อสะโพกจะแข็งแรงพอ งดการออกกำลังกายและกิจกรรมหนัก การวิ่ง การกระโดด
ควรมีการทำกายบริหารซึ่งนักกายภาพบำบัดจะแนะนำการบริหารร่างกายและกล้ามเนื้อในท่าทางที่เหมาะสม ระวังการเกิดแผลกดทับ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ควบคุมน้ำหนักเพื่อลดแรงกดที่ข้อสะโพก รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ สังเกตอาการผิดปกติและมาตรวจตามที่แพทย์นัด
การฟื้นฟูผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก
- ฝึกการเดิน โดยการเดินในช่วงแรกแนะนำให้ใช้คอกช่วยเดิน (walker frame) โดยผู้ป่วยควรก้าวช้า ๆ สั้น ๆ ไม่ควรเร่งรีบ เมื่อเดินได้สักระยะอาจเปลี่ยนเป็นใช้ไม้เท้าช่วยเดิน และเพิ่มระยะทางมากขึ้น
- การฝึกขึ้นลงบันได โดยอาจต้องมีผู้ช่วยในระยะแรก และควรลงบันไดโดยจับราวบันไดเพื่อก้าวลงทีละขั้น
- การกายบริหารเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เช่น
- การนอนเหยียดขา กระดกข้อเท้าขึ้นลง
- การนอนเหยียดขา ใช้ผ้าหรือหมอนหนุนรองที่เข่าและพยายามกดเข่าลง
- การนอนเหยียดขา พยายามงอเท้าเข้ามาหาตัวไปและกลับ โดยควรระวังไม่งอข้อสะโพกเกิน 90 องศา
- การนอนหงาย เหยียดขาตรง พยายามยกขาขึ้นลงเป็นแนวตรง เป็นต้น
โดยนักกายภาพจะแนะนำท่าที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน สิ่งสำคัญคือการป้องกันการบาดเจ็บซ้ำ โดยการดูแลสุขภาพ และจัดการสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์
ตาเข ตาเหล่ ในเด็ก รีบรักษาก่อนมี“ภาวะตาขี้เกียจ”อันตรายถึงขั้นตาบอดได้