แซลมอนดิบ โภชนาการสูงแต่ควรเลือกให้สะอาด ป้องกันอาหารเป็นพิษ
ปลาแซลมอน เป็นปลาทะเลที่มีโภชนาการสูง ประโยชน์เยอะ นิยมมากในการทานดิบแบบซาซิมิ แต่รู้หรือไม่ ? ควรมีเทคนิคการเลือกปลาให้สะอาด ป้องกันอาหารเป็นพิษ
แซลมอน เป็นปลาทะเลที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อีกทั้งยังเป็นที่นิยมสูง ด้วยเนื้อที่หวานกรอบ จึงนิยมรับประทานดิบ หรือซาซิมิ คู่กับโชยุ หรือ น้ำจิ้มซีฟู๊ดสุดแซ่บ รวมทั้งนำมายำ หรือแช่น้ำปลา ก็นับเป็นเมนูที่ยอดนิยม จนบางคนกินได้ทุกวัน ซึ่งปลา แซลมอน 100 กรัม ให้พลังงาน 127 กิโลแคลอรี โปรตีนสูง 20.5 กรัม มีไขมัน แมกนีเซียม วิตามินดี กรดไขมันโอเมก้า 3 และ DHA
ถึงจะมีประโยชน์มากแต่ควรทานอย่างระมัดระวัง เพราะ จากผลการเฝ้าระวังความปลอดภัยเนื้อปลาแซลมอน โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ปีพ.ศ.2556 สุ่มสำรวจปลาดิบที่กินแบบซาชิมิ จำนวน 52 ตัวอย่าง ตรวจพบ จุลินทรีย์ที่บ่งชี้สุขลักษณะการผลิต ได้แก่ จำนวนจุลินทรีย์รวม และ E. coli และพบจุลินทรีย์ที่ก่อโรค อาหารเป็นพิษ ได้แก่ Vibrio parahaemolyticus, Salmonella spp., Listeria monocytogenes และตรวจไม่ พบพยาธิกลุ่มอนิสซาคิส
ผลกระทบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรคดังกล่าว ส่งผลต่อร่างกาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องร่วง อาหารเป็นพิษ อาจเกิดจากหลายช่องทาง เช่น
- ปนเปื้อนจากน้ำทะเลธรรมชาติเช่น Vibrio parahaemolyticus
- ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ขณะแล่หรือหั่นปลาดิบ จากมีด เขียง ภาชนะ ร่วมกับอาหารดิบชนิดอื่นๆ โดยไม่ล้างให้สะอาด
- ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย E. coli ซึ่งเป็นเชื้อที่พบได้ในอุจจาระของคนและสัตว์อาจมาจากผู้สัมผัส
ข้อแนะนำการกินแซลมอนดิบ
- เลือกร้านอาหารที่ได้มาตรฐาน เช่น ผู้สัมผัสอาหารสวมถุงมือ อุปกรณ์ในการแล่ เช่น มีด เขียง ต้องสะอาดและไม่ใช้ร่วมกับเนื้อสัตว์อื่น เก็บแซลมอนในภาชนะมิดชิดหรือห่อฟิล์ม ไม่มีแมลงวันตอม เก็บที่อุณหภูมิ ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส
- สอบถามแหล่งที่มาของปลา (ถ้าผู้จำหน่ายให้ข้อมูลได้) และใช้แซลมอนที่เป็น sashimi grade มีความสดใหม่ เนื้อปลาสีส้มอมชมพูสด สีไม่คล้ำ ไม่มีเมือก ไม่มีกลิ่นคาว
- เปลี่ยนจากการกินดิบ มาปรุงสุกเป็นเมนูอื่นๆ แทน เช่น ปลาแซลมอนย่าง อบ รมควัน หรือ ต้มซีอิ๊ว
- เลือกวัตถุดิบที่จะช่วยชูรสชาติของแซลมอน และให้คุณค่าทางสารอาหาร ได้แก่ เลมอน สลัดมันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลีดาว หรืออาจเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืชอื่นๆ ได้ตามความต้องการ
ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักโภชนาการ กรมอนามัย