เตือนภัยหมึกบลูริง! หนุ่มเกือบตายเพราะ“ซูชิ”ร้านรับไม่ได้แล่เอง!
จากกรณีที่ผู้ใช้เฟชบุ๊กโพสต์เตือน ซื้อซูซิแล้วเจอคล้ายหมึกบลูริง ร้านแจงไม่ได้แล่เองซื้อแบบสับปนมา ผู้เชี่ยวชาญชี้อันตรายจากหมึกบลูริงและวิธีแยกความต่างระหว่างหมึกอิกคิวที่คล้ายกันแต่กินได้!
ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เตือนภัยในกลุ่ม พวกเราคือผู้บริโภค ระบุว่า "อันนี้จากร้านซูชิแถวบ้านครับ ฝากเตือนกันด้วยนะครับ ค่อนข้างจะชัดว่าเป็นวงที่หนวด ไม่ใช่ที่โคนหนวดครับผม ยังไงถ้าไม่มั่นใจแนะนำว่าไม่ให้กิน ดีที่สุดครับ" พร้อมโพสต์ภาพเปรียบเทียบหมึกบลูริงและหมึกอิคคิวที่ทานได้ โดยมึกอิคคิวนั้นมีวงแหวนที่แก้มแค่ 1 วง ส่วนหมึกบลูริงจะมีวงแหวนหลายจุด
เจ้าของโพสต์ได้ตอบคอมเม้นท์เพิ่มเติมว่า
ตนเองแจ้งทางร้านเรียบร้อย และทางร้านขอโทษแล้ว คืนเงินมาแล้ว ร้านแจ้งว่าไม่ได้แล่เอง แต่ซื้อที่เค้าสับปนกันมาให้
นับเป็นอุทาหรณ์สำหรับคอปลาหมึกที่ควรสังเกตุให้ดีว่าปลาหมึกชนิดที่เราจะกินเข้าไปนั้นมีพิษหรือไม่ เช่นเดียวกับทางร้านอาหารควรมีความรู้ในเรื่องวัตถุดิบและมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีพิษหรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
เตือนภัย! อากงวัย 83 อาหารติดคอถึงขั้นวิกฤติหัวใจหยุดเต้น-พยาบาลยื้อชีวิตทัน
อันตรายจากหมึกบลูริง
หมึกสายวงน้ำเงิน หรือ หมึกบลูริง จัดเป็นหมึกขนาดเล็กจำพวกหนึ่ง มีจุดเด่น คือสีสันตามลำตัวที่เป็นจุดวงกลมคล้ายแหวนสีน้ำเงินหรือสีม่วงซึ่งสามารถเรืองแสงได้เมื่อถูกคุกคาม หากมีสัตว์หรือคนไปสัมผัสกับหมึกบลูริง ก็อาจได้รับสารพิษจากตัวหมึกเองได้ ในน่านน้ำของประเทศไทยนั้นมีหมึกสายวงน้ำเงินอย่างน้อย 1 สปีชีส์ (จากทั้งหมด 3-4 สปีชีส์) คือ Hapalochlaena maculosa สามารถพบได้ทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย พิษของหมึกสายวงน้ำเงินเกิดจากแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของมัน ซึ่งเป็นแบคทีเรียสกุล Bacillus และ Pseudomonas นอกจากนี้ยังพบพิษได้ในไข่ของหมึกด้วย
พิษของหมึกบลูริงยังทนต่อความร้อนสูงถึง 200 องศา การปรุงอาหารธรรมดา จึงไม่สามารถลดพิษของหมึกบลูริงได้
วิธีการสังเกตระหว่างหมึกอิกคิวและหมึกบลูริง
- หมึกอิกคิว จะมีลายวงแหวนที่ลำตัว 1-2 วง รับประทานได้ไม่มีพิษ
- หมึกบลูริง มีพิษห้ามกิน สังเกตที่ลำตัวขนาดเล็ก 4-5 ซม., หนวด ยาวประมาณ 15 ซม.มีลายวงแหวนสีฟ้าสะท้อนแสงเล็ก ๆ ตามลำตัวและหนวด
พิษของหมึกบลูริง รุนแรงแค่ไหน?
หมึกบลูริง นับเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่มีพิษร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก แรงกว่างูทะเลหลายเท่า และยังแรงกว่าพิษงูเห่าถึง 20 เท่า อาจทำให้ผู้โดนพิษมีอาการ หายใจไม่ออก,กล้ามเนื้ออ่อนแรง,กระบังลมเป็นอัมพาตในทันที ทำให้ไม่สามารถนำอากาศเข้าสู่ปอดได้ท้ายที่สุดอาจเสียชีวิตภายใน 2-3 นาที
การป้องกันที่ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงการสัมผัส รับประทานหมึกบลูริงโดยสิ้นเชิง และควรหลีกเลี่ยงร้านค้าที่ไม่ทราบที่มาที่ไป หรือชนิดของอาหารที่ขายจะดีที่สุด
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : พวกเราคือผู้บริโภค และ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
เตือน!ว่านจักจั่นไม่ใช่ว่าน! เป็นซากสัตว์ติดเชื้อรา กินแล้วพิษถึงตาย
“โซดาไฟ” รู้จักพิษผิวไหม้-เสี่ยงตาบอดและวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น