นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 4/2567 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดยมีวาระการประชุม 5 วาระ มีรายงานว่า ในการประชุม ก.ตร. วันพรุ่งนี้ ต้องจับตาว่าจะมีการหยิบยกประเด็นวาระที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีบันทึกความเห็นกรณีการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน นายกฯ ต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะไม่เข้าข้อยกเว้นด้วย
ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้ ว่า ยังไม่ได้หารือประเด็นนี้กับพลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ส่วนเรื่องความเห็นที่ว่าคำสั่งยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ นายกรัฐมนตรี มองว่าก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่การทักท้วงมาตนก็รับฟัง และดำเนินการต่อไป ซึ่งก็มีความรอบคอบ โดยหลังจากนี้ต้องไปศึกษาและทำให้ถูกต้อง
เมื่อถามว่าไม่มีอะไรที่ต้องกังวลใจใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า กังวลใจทุกเรื่อง แต่ย้ำว่าก็เพราะความกังวลใจเลยต้องทำให้ถูกต้อง ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องทำ และมีอีกหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งต้องรับฟังให้ครบถ้วน ทุกๆ ภาคส่วน ต้องมานั่งคุยกันและมีขั้นตอนอะไรก่อนหลัง ตนขอไปลำดับเรื่องก่อนว่าอะไรมาก่อนหลัง
ด้านพล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวถึงกรณีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา มองว่า คำตอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่ได้มีผลใดๆ ต่อตัวพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ยังอยู่ภายใต้คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพราะแม้จะมีท่อนหนึ่ง ระบุใจความว่า “หากเป็นการปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการสอบสวนที่ตั้งขึ้น ทำให้การพิจารณาสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ชอบด้วยกระบวนการตามกฎหมาย” แต่คำตอบส่วนนี้เป็นเพียง “ข้อสังเกตเพิ่มเติม” ที่เป็นการตอบนอกเหนือจากคำถามที่ตั้งไป
โดย พล.ต.อ.เอก ยกแนวคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คบ.17/2559 ที่ช่วงหนึ่งอ้างอิงมติ ครม. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2482 วางบรรทัดฐานไว้ว่า “การที่หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการให้เป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นเฉพาะกรณีเกี่ยวกับความเห็นทางด้านกฎหมายเท่านั้น ส่วน ”ข้อสังเกตอื่นๆ“ ของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีมายังหน่วยงานของรัฐ มิได้มีผลบังคับให้หน่วยงานต้องปฏิบัติ“
เทียบเคียงกรณีของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น พล.ต.อ.เอก บอกว่า “ความเห็นทางกฎหมาย” ของคณะกรรมการกฤษฎีกา คือการตอบคำถาม 2 ข้อของสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ถามไปเพียงว่า การสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน นายกฯจะต้องนำความทูลเกล้าฯ หรือไม่ และทูลเกล้าฯ เมื่อไหร่ ซึ่งกฤษฎีกาตอบกลับมาว่าต้องทูลเกล้าฯ แต่จะเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี
ส่วนสิ่งที่ตอบมานอกเหนือจากคำถาม เช่น ประเด็นที่ระบุว่า “หากเป็นการปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการสอบสวนที่ตั้งขึ้น ทำให้การพิจารณาสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ชอบด้วยกระบวนการตามกฎหมาย” เป็นเพียง “ข้อสังเกตอื่นๆ” ซึ่งกฤษฎีกาไม่ได้มีอำนาจในการตัดสิน แต่หน่วยงานที่มีอำนาจคือ “ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม“ ที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไว้ ซึ่งสามารถพิจารณาโดยไม่ต้องอ้างอิงความเห็นของกฤษฎีกา
หากพิจารณาว่าคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอะไร แต่หากไม่ชอบด้วยกฎหมาย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็สามารถกลับเข้ารับราชการได้ทันที โดยไม่ถือว่าที่ผ่านมาเคยถูกสั่งออกจากราชการ และอาจใช้ช่องทางนี้ในการร้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบได้
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าในการประชุม ก.ตร. พรุ่งนี้ นายกรัฐมนตรีอาจหยิบยกประเด็นนี้มาหารือนั้น พล.ต.อ.เอก ระบุว่า เท่าที่ทราบเรื่องนี้ยังไม่มีมีการบรรจุในวาระการประชุม อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีจะนำเรื่องนี้มาหารือด้วย อาจหยิบยกมาในวาระอื่นๆ ซึ่งก็ต้องรอดูในวันพรุ่งนี้ว่าจะมีการพูดถึงประเด็นนี้หรือไม่
ส่วนกรณีที่กฤษฎีกามีความเห็นว่านายกรัฐมนตรีจะต้องทูลเกล้าฯ กรณีคำสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน ส่วนตัวเชื่อว่านายกรัฐมนตรี น่าจะดำเนินการภายหลังจากที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม พิจารณาเสร็จสิ้นแล้วว่าคำสั่งให้บิ๊กโจ๊กออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกฯ ว่าจะดำเนินการเมื่อไหร่
ซึ่งตามกระบวนการปกติ เมื่อนายกทูลเกล้าฯ แล้ว จะถือว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนมีผลตั้งแต่วันที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เซ็นคำสั่ง
มอง "สวิงกิ้ง" ในมุมจิตวิทยา ทัศนคติต่อเพศสัมพันธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นจากหลายสถานการณ์