นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการมองว่าการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นลักษณะคล้ายการปลุกปั่น ว่า ตนไม่ได้มองว่าเป็นการปลุกปั่น เชื่อว่าแต่ละคนมีวิธีการคิดที่แตกต่างกันไป แต่เชื่อว่านายทักษิณและคนอื่นๆ ที่ออกมาให้ข่าวในช่วงหลัง ทุกคนเป็นห่วงบ้านเมือง ซึ่งก็มีวิธีการการพูดและการตักเตือนที่แตกต่างกันไป ฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่รับฟัง อะไรที่เหมาะสมต่อบริบท หรือสถานการณ์โดยรวมของประเทศ ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องรับมาพิจารณา และรับไปปฏิบัติ
พร้อม ยอมรับว่าเรื่องต่างๆที่เข้ามาเป็นความท้าทาย แต่มั่นใจว่าการทำงานจะไม่สะดุด เพราะผู้บริหารทุกคนอยากจะเห็นความสุข อยู่ในชีวิตของประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความกินแหนงแคลงใจ จากกรณี นายทักษิณให้สัมภาษณ์ ที่พาดพิงถึงบุคคลในป่า ที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนคงไปนั่งสนทนากัน ในเรื่องที่พูดไปแล้ว ให้มีทางออกได้สำหรับทุกฝ่ายมากกว่า เพราะทางออกของทุกฝ่ายก็คือปัญหาของประชาชน เน้นย้ำตรงนี้ดีกว่า
ส่วนการเคลื่อนไหวลักษณะอำนาจเชิงซ้อนระหว่างนายทักษิณ กับนายกรัฐมนตรี มีผลต่อสายตาของนักลงทุนต่างชาติบ้างหรือไม่ นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตนไม่พูดว่าอำนาเชิงซ้อนมีหรือไม่มี แล้วแต่คนจะไปคิดกันเอง แต่อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ตน ตนเป็นคนเซ็น เป็นคนลงนาม
แต่แน่นอนว่าอดีตนายกฯ ท่านไหนตนก็เข้าไปหา ถ้ามีอะไรที่จะแนะนำตนน้อมรับ รวมถึงคนอื่นๆ ดังนั้นตนเชื่อว่าอย่าใช้คำว่าอำนาจซ้อนดีกว่า เราใช้คำว่ารัฐบาลนี้รับฟังความเห็นทุกฝ่าย พร้อมยอมรับว่าต่างชาติก็เคยตั้งคำถามนี้ แต่เชื่อว่าตนพิสูจส์ได้ด้วยการทำงานตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ว่าการทำงานที่ทีเสถียรภาพที่สุด คือการที่เรารับฟังความเห็นของทุกภาคส่วน
นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า สมัยก่อนเจอปัญหาก็เป็นแค่วิกฤติของบริษัทเอกชน มีอะไรเกิดขึเนในเชิงลบก็กระทบกับคนหมู่น้อย แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมือง ในตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของประเทศ เป็นหน้าที่ที่นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบประชาชน 70 ล้านคนมันใหญ่กว่า แต่ถามว่าพร้อมไหมที่จะเผชิญและหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ตนถือว่า พร้อม ถ้าดูจากวิธีการทำงานจะเห็นว่าตนไม่ย่นย้อ ยังเดินหน้าทำงานต่อไป พรุ่งนี้ก็ตื่น 7 โมงเช้าไปทำงาน
ในช่วงท้ายผู้สื่อข่าวแซวว่านายกรัฐมนตรียังยิ้มได้ นายกฯจึงตอบพร้อมรอยยิ้มว่า
ครับ ยิ้มได้อยู่ครับ บางทีก็กัดฟันเหมือนกัน
และช่วงหนึ่ง นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจของนิด้าโพลที่ระบุว่าประชาชนไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาว่าเป็นเรื่องน่าคิดอยู่เหมือนกัน เพราะทางสำนักงานสถิติแห่งชาติก็เพิ่งเผยผลสำรวจออกมาว่าตัวเลขออกมาใช้ได้ แต่อีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง นิด้าโพล ก็มีผลสำรวจออกมาในลักษณะย้อนแย้ง
แต่ก็ยินดีว่าเสียงที่เราควรได้ยินไม่ใช่เฉพาะเสียงชื่นชมอย่างเดียว ควรจะเป็นเสียงที่มีการติด้วย แต่เราก็ต้องดูว่าวิธีการทำสถิติและการไปเก็บตัวเลขเป็นอย่างไร ซึ่งคิดว่าต้องลงในรายละเอียดด้วย
นายเศรษฐา ยังยืนยันว่า ในไตรมาส 4 ตัวเลขเศรษฐกิจหรือจีดีพีของประเทศจะดีขึ้น ส่วนที่ภาคเอกชน เป็นห่วงการเมืองจะส่งผลกระทบภาพรวมเศรษฐกิจหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่าเรื่องการเมืองก็อยู่ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจไทย รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งหมด แต่หน้าที่ของผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นฝ่ายบริหารก็ต้องทำหน้าที่บริหารต่อไป และพยายามลดทอนในเรื่องของความขัดแย้งหรือการใช้คำพูดอะไรที่เป็นการท้าทาย
เชื่อว่าทุกคนทราบดีว่าการเมืองคืออะไร แต่ก็ต้องไม่ให้เรื่องเหล่านี้มาบั่นทอน แต่ละคนมีหน้าที่อะไรก็ขอให้ทำกันไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดถ้าเราเอาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เชื่อว่าถนนการเมืองทุกเส้นก็วิ่งสู่ความต้องการของพี่น้องประชาชน ใครจะมีวิธีการอย่างไรก็น้อมรับและยินดีรับฟัง