จากกรณีประเด็นร้อนเมื่อมีว่าที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) รายหนึ่งถูกตั้งคำถามถึงคุณสมบัติ วุฒิการศึกษา ขุดคุ้ยไปถึงสถาบันที่อ้างอิงในใบแนะนำตัว จนเรื่องนี้ขยายไปไกลยิ่งกว่าเรื่องของคน ๆ เดียวแล้ว แต่อาจโยงไปถึงเครือข่ายการซื้อขายวุฒิการศึกษาข้ามชาติเลยทีเดียว
แต่การจะพูดคุยถึงเรื่องนี้ เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในกระบวนการปกติแล้ว การจะได้มาซึ่งวุฒิการศึกษาและวิทยฐานะนั้นยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน
เป็นศาสตราจารย์ไม่ใช่เรื่องง่าย
ในรายการ เข้มข่าวเย็น ช่วง Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD 36 ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ศาสตราจารย์ระดับ 11 สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) บอกว่า ก่อนอื่นต้องแยกก่อนว่า วุฒิการศึกษา และตำแหน่งทางวิชาการ หรือวิทยฐานะนั้น ไม่เหมือนกัน
วุฒิการศึกษา คือสิ่งที่ได้จากการเรียนการศึกษา ก็คือ จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ ปวช. หรือ ปวส. ไปจนถึง ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ซึ่งระดับปริญญาเอกก็คือที่เราเรียกกันว่า ดร. นั่นเอง
ส่วนตำแหน่งทางวิชาการ หรือวิทยฐานะนั้น ได้จากการสอน คือการมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องหนึ่ง ๆ อาจจะมีการศึกษาวิจัย แล้วนำองค์ความรู้นั่นมาถ่ายทอด มาเผยแพร่ และเป็นที่ยอมรับ
ดังนั้น ในแง่ของการได้มา เรื่องของวุฒิการศึกษานั้นได้มาง่ายกว่าตำแหน่งทางวิชาการ และหลายคนอาจสังเกตเห็นคนที่มีตำแหน่ง ดร. มากกว่าตำแหน่งทางวิชาการ
ศ.ดร.ศิวัชบอกว่า ปกติกว่าจะได้ตำแหน่งศาสตราจารย์มาต้องใช้เวลา 7-8 ปี แต่เห็น สว. บางท่านได้มาในเวลา 2-3 ปีเป็นเรื่องที่เกินความเจ้บปวด เพราะ “มันกระทบบรรทัดฐานการได้วิทยาฐานะของอาจารย์เกือบ 1 แสนคนในประเทศไทย เรามีลำดับขั้นการพัฒนา”
อาจารย์เสริมว่า “การที่อยู่ดี ๆ คน ๆ หนึ่งจะเป็นศาสตราจารย์ได้ จะต้องมีลำดับการพัฒนาการ ศาสตราจารย์ควรมีการสอน พัฒนาจากอาจารย์ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็นรองศาสตราจารย์ จนมาเป็นศาสตราจารย์ และมีศาสตราจารย์ระดับ 11 ซึ่งสูงกว่าด้วย”
ศ.ดร.ศิวัชบอกว่า ตนเองเป็นศาสตราจารย์ระดับ 11 เหนื่อยยิ่งขึ้นไปอีก ตนสอบครั้งแรกก็ตกเช่นกัน เพราะเกณฑ์เข้มขึ้นเรื่อย ๆ ต้องเป็นที่ยอมรับระดับสากลด้วย
อาจารย์ยังบอกด้วยว่า แม้ในกรณีที่เคยได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ในต่างประเทศ ก็ไม่สามารถนำมาใช่ในประเทศไทยได้ทันที
“มีอยู่เคสหนึ่ง ท่านเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วต้องกลับมาไทยเพื่อดูแลพ่อแม่ ปรากฏว่ายังใช้คำนำหน้าศาสตราจารย์ไม่ได้ ทั้งที่ได้ที่ฝรั่งเศสแล้ว เพราะในระบบราชการ ต้องผ่านกระบวนการใหม่ ให้กระทรวง อว. ตรวจสอบก่อน ไล่จากมหาวิทยาลัย ไปคณะกรรมการกลั่นกรอง แล้วถึงเสนอให้มีการโปรดเกล้าฯ อยู่ในราชกิจจานุเบกษา แต่ถ้ามาเป็นครั้งคราว เชิญศาสตราจารย์ต่างประเทศมาเลกเชอร์ ใช้ศาสตราจารย์ได้ไม่ผิด เพราะไม่ได้อยู่ในระบบราชการไทย” ศ.ดร.ศิวัชกล่าว
เขาเสริมว่า แม้จะบอกว่าเทียบ ก็ต้องมีที่มา แต่ระบบทั้งโลกตอนนี้ การที่ใครสักคนจะรับตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องมีลำดับขั้นการพัฒนา กระโดดมาโดยไม่เป็น ผศ. หรือ รศ. สามารถทำได้ในกรณีพิเศษ แต่เสี่ยงและยากมาก
“ปัจจัยการจะเป็นศาสตราจารย์มันเยอะมาก ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ง่าย พอมีคนกระโดด ขึ้นมาเป็นเลยทำให้รู้สึกเอ๊ะ” ศ.ดร.ศิวัชกล่าว
การซื้อขายวุฒิการศึกษา-วิทยฐานะมีมานานแล้ว
ด้าน ผศ.ดร.สิงห์ สิงห์ขจร คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวถึงเรื่องการซื้อขายวุฒิการศึกษาและวิทยฐานะว่า เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว
ผศ.ดร.สิงห์เล่าว่า ประเทศไทยยุคหนึ่งเคยฮิตการซื้อขายวุฒิจากประเทศฟิลิปปินส์ ต่อมาจึงเป็นสหรัฐฯ เพราะสมัยก่อนตรวจสอบไม่ได้ว่ามหาวิทยาลัยนั้น ๆ มีอยู่จริงหรือไม่
“แต่ ณ วันนี้ เรามีการรับรองมหาวิทยาลัยต่างประเทศโดยคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ทุกคนจะเช็ก ก.พ. ได้ว่ามหาวิทยาลัยที่จบมาได้รับการรับรองจาก ก.พ. หรือไม่ ปัจจุบันจึงเป็นเรื่องยากในการปลอมวุฒิ อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปไม่รู้ว่าสามารถเช็ก ก.พ.ได้” อาจารย์สิงห์กล่าว
ในส่วนของการเทียบวุฒิที่เป็นข่าวนับว่าเป็นการซื้อขายหรือไม่นั้น ผศ.ดร.สิงห์บอกว่า ตอบไม่ได้ แต่เบื้องต้นคือ ถ้า ก.พ. ไม่รับรองสถาบันการศึกษาที่กล่าวอ้าง ก็ต้องถือไม่ได้มาตรฐานสำหรับประเทศไทย เพราะถ้าจะแต่งตั้งเป็นข้าราชการ ก็ต้องตรวจสอบแบบราชการ ถ้า ก.พ. ไม่รับร้อง จ้างไม่ได้
“สมมติวันหนึ่งมีคนมาสมัครสอนที่มหาวิทยาลัยผม รับเข้ามาด้วยวุฒิปริญญาเอก แล้ว 1 เดือนต่อมาไปพบว่าปริญญาโทจบมาถูกต้อง แต่ปริญญาเอก ก.พ. ไม่รับรอง ก็ต้องไล่ออก เพราะเขาทำผิดตั้งแต่ต้น นำวุฒิที่ไม่ได้รับการรับรองมาสมัคร และนำข้อมูลเท็จมาให้ราชการด้วย” อาจารย์สิงห์กล่าว
และ ณ ปัจจุบันซึ่ง ก.พ. ออกมายืนยันแล้วว่า ไม่รับรองสถาบันของ สว. ที่กำลังประเด็น ต้องดูที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า เอกสารที่สมัครเข้ามาระบุอย่างไร เพราะใบสมัครต้องมีการเซ็นชื่อรับรองว่าข้อมูลที่กรอกเป็นความจริง
วุฒิการศึกษา-วิทยฐานะมีประโยชน์ในการสร้างความน่าเชื่อถือ
ศ.ดร.ศิวัชบอกว่า เรื่องที่น่าสนใจคือ เมื่อผู้สมัคร สว. กรอกข้อมูลว่าเป็น ศ.ดร. แล้วมีคนเชื่อว่าตำแหน่งนี้ได้มาอย่างถูกต้อง ก็อาจส่งผลให้คนอื่นเลือกคน ๆ นั้นเป็น
อาจารย์ศิวัชบอกว่า “ผมไม่แน่ใจในมุมกฎหมาย แต่ถ้าคิดมุมนักวิทย์ สมมติผมมีอำนาจเลือก สว. แล้วเห็นคนเป็น ศ.ดร. โดยเชื่อว่าได้มาถูกต้อง มาจากสหรัฐฯ แล้วเลยเลือกบุคคลนั้นเป็น สว. ด้วยเครดิตและความน่าเชื่อถือของตำแหน่ง เพราะเมื่อกรอกเอกสารราชการแล้วแปลว่าต้องจริง ก็เลยเชื่อ”
ประเด็นอยู่ที่ว่า การสมัคร สว. ไม่ได้กำหนดคุณวุฒิอยู่แล้ว จะใส่แค่แพทย์หญิงหรือไม่ใส่ก็ได้ แต่เมื่อใส่แล้วต้องไปพิสูจน์ดูว่า มีกี่คนที่เลือกเพราะตำแหน่ง ศ.ดร. ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าคิด
“อีกสิ่งที่น่าคิดคือ กระบวนการการได้มาของตำแหน่งวิชาการ ว่ามีกระบวนการที่ทั่วโลกยอมรับหรือไม่ ไม่ใช่ไทยที่เดียว ต่อให้เป็นสหรัฐฯ ยุโรป หรือญี่ปุ่น ถ้าใช้ศาสตราจารย์ต้องมีพัฒนาการ ไต่เต้าขึ้นมา แล้วต้องมีหลักฐานการสอน นักศึกษาประเมินหรือยัง ผลประเมินอยู่ที่ไหน” อาจารย์ศิวัชตั้งคำถาม
เขาเสริมว่า ในวงการวิชาการ ถ้าไม่ใช่ศาสตราจารย์หรืออาจารย์ ไปทำวิจัยก็ได้ เป็นนักวิจัยอาวุโส ไม่ต้องใช้ศาสตราจารย์ ถ้าเป็นศาสตราจารย์ต้องมาสอน ถ้าเอาแค่ผลงานตีพิมพ์ต้องไปเป็นนักวิจัย ศาสตราจารย์ต้องเอาผลงานไปสอน ต้องมีการถ่ายทอดองค์ความรู้
ผศ.ดร.สิงห์เพิ่มเติมเรื่องอุตสาหกรรมการซื้อขายใบปริญญาว่า “ณ วันนี้กูเกิลเสิร์ชได้เลย Buy PhD มีลิงก์เต็มไปหมด จ่ายผ่าน PayPal ส่งเอกสารมา สามารถกดเว็บไซต์ดูได้เลย ตรี โท เอก เรตราคาเท่าไหร่ แต่เว็บทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ อาจจะต้องใช้ทักษะนิดหนึ่ง”
เมื่อถามว่าซื้อวุฒิมาแล้วใช้ทำอะไรได้? อาจารย์สิงห์บอกว่า อาจจะสมัครงานเอกชนได้ เพราะเอกชนไม่เคยตรวจสอบว่าจบจริงหรือไม่ ไม่เหมือนราชการที่มีกระบวนการผ่าน ก.พ. อยากให้เอกชนตรวจสอบดูคนในหน่วยงานตัวเองว่าที่จบมามีการรับรองหรือไม่ อย่างน้อยจะได้รู้ว่าได้มาตรฐาน
“การซื้อขายวุฒิผ่านเว็บมีมานาน หลายคนเคยปรึกษาว่าไปเจอมาซื้อดีหรือไม่ มีเป้นแพ็กเกจด้วย ได้ทั้งปริญญา ใบ Transcript ชุดครุย ธงโรงเรียน สมุด ปากกา ดินสอ แก้วน้ำ ครบเซต ใส่ถ่ายรูปเหมือนเป๊ะ” ผศ.ดร.สิงห์บอก
อาจารย์สิงห์เสริมว่า ในมุมหนึ่ง ตำแหน่ง ดร. ถูกใช้ในเอกสารจำนวนมาก ทำให้คนรู้สึกมีคุณค่า เพราะได้มาโดยการเรียน “หลายคนอยากได้ ดร. อย่างรวดเร็ว เพราะมันมีค่า มีราคา ทำให้เกิดการซื้อขาย”
ศ.ดร.ศิวัชเสริมว่า สัดส่วนผู้ที่จบปริญญาเอกมีผลต่อการพัฒนนาของประเทศ แต่สัดส่วนผู้ที่เป็นดอกเตอร์ทั่วโลกมีไม่เยอะ แม้แต่สหรัฐฯ ยังมีเพียง 2% ของประชากร สวิตเซอร์แลนด์ 3% สูงที่สุดในโลกคือประเทศสโลวีเนีย 5%
สัดส่วนผู้มีตำแหน่งศาสตราจารย์น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะในสหรัฐฯ มีเพียง 0.12% ของประชากรเท่านั้น หรือ 1 ใน 1,000 คน อังกฤษ 0.031% ส่วนประเทศไทยมีเพียง 0.0014% เท่านั้น ที่อาจารย์ศิวัชเช็กล่าสุดคือ 971 คน
ศ.ดร.ศิวัชบอกว่า กระแสที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะสังคมไม่เคยตระหนักเรื่องนี้อย่างจริงจัง สังคมต้องดูแล้วว่า คน ๆ นี้มาจากที่ไหน ซื้อขายหรือไม่ เช็กเฟซบุ๊กเพื่อนจบจากที่เดียวกันเยอะหรือไม่ วิทยฐานะได้มาอย่างไร สอนที่ไหน ตีพิมพ์งานวิจัยเท่าไร
“ไปเช็กในฐานนักวิจัยอย่าง Scopus หรือ Google Scholar เปรียบเทียบว่ามีการคัดลอกบทความหรือไม่ สังคมไม่เคยถกกันขนาดนี้มาก่อน เรื่องนี้ปกติมากในวงวิชาการ การที่มันขยายเป็ยวงกว้างถือเป็นนิมิตหมายที่ดี” อาจารย์ศิวัชกลล่าว
เขาเสริมว่า ที่น่าสนใจคือ ชื่อวารสารกับสิ่งที่ตีพิมพ์สอดคล้องกันหรือไม่ คนส่วนใหญ่หัวข้องานวิจัยจะกระจุก เหมือนปืนลูกซอง อย่างผมทำเรื่อง ฝุ่น pm 2.5 งานวิจัยผมก็จะเกาะแต่เรื่องฝุ่นคนจะเห็นแล้วว่าเป็นศาสตราจารย์ที่ทำเรื่องนี้อยู่ เห็นควาเชื่อมโยง แต่พออ่านบางงานที่ไม่เชื่อมโยงเลย ทำให้เกิดความสงสัยว่า ตกลงเชี่ยวชาญเรื่องอะไรดันแน่”
ฉะนั้น ลักษณะที่เกิดขึ้นในตอนนี้ต้องมำให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทยถูกบั่นทอน เพราะพวกเขากว่าจะได้ปริญญาเอกมาเลือกตาแทบกระเด็น
“ผมกว่าจะได้ศาสตราจารย์รอโปรดเกล้าฯ 2 ปีครึ่ง ถ้าเอาไปใช้ก่อนผิด ขนาดได้มายังใช้ไม่ได้ เพราะมันมีขั้นตอนอยู่ เรื่องนี้บั่นทอนขวัญกำลังใจ เลยออกมาเรียกร้องให้ อว. ลงมือ แต่ในประเด็นนี้ สิ่งที่รัฐต้องชัดเจนคือ ทางฝั่ง กกต. จะเอาอย่างไร” ศ.ดร.ศิวัชทิ้งท้าย
แจ๊ส ชวนชื่น บุกรวบ สารวัตรแจ๊ะ ถึงสืบนครบาล ตั้งข้อหาหนักจนเป็นไวรัล