อนาคตของพรรคใหม่ล่าสุดที่ถือกำเนิดขึ้นมาอย่าง “พรรคประชาชน” ที่สานต่อโครงสร้างและเจตนารมณ์มาจากพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบไป ยังคงเป็นที่ตั้งคำถามในหลายประเด็น โดยเฉพาะในแง่ที่ว่า พรรคนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน จะโดนยุบอีกหรือไม่ และจะยังคงเดินหน้าแก้ไขกฎหมาย ม.112 อยู่หรือไม่
วันที่ 13 ส.ค. คุณรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้มาเปิดใจในรายการ เข้มข่าวเย็น ช่วง Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD 36 ถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเหล่านี้
การยุบไม่ได้หลอกหลอนพรรค แต่เกิดคำถามเดิมที่ยังคงไร้คำตอบ
คุณรังสิมันต์บอกว่า ณ วันนี้ที่ยังไม่ครบ 1 สัปดาห์ดีที่เริ่มตั้งพรรคประชาชน มีการพูดคุยกันแล้วว่า จะโดนยุบอีกหรือไม่ เพราะโดนในลักษณะนี้มาตลอด ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล แต่เรื่องที่ควรตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำอีกคือ เรื่องนี้ควรเป็นเรื่องปกติหรือ
“ย้อนไปตั้งแต่พรรคไทยรักไทย หรือพรรคพลังประชาชน การยุบพรรคกลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองไทยไปแล้ว ซึ่งไม่ควรถูกยอมรับ จึงน่าผิดหวังที่ทุกคนให้ความสำคัญเรื่องหัวหน้าพรรคเรื่องแนวทาง แต่ที่ควรตั้งคำถามคือ การยุบพรรคเมื่อไหร่จะหมดไป จะเป็นวัฒนธรรมต่อไปเรื่อย ๆ จริงหรือ นี่เป็นการเมืองที่ดีหรือเปล่า” คุณรังสิมันต์ถาม
เขาเสริมว่า แล้วคนที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรค เช่น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำถูกต้องจริงหรือไม่ โปร่งใสหรือไม่ เป็นธรรมกับพรรคการเมืองหรือไม่ มองว่ากระบวนการเหล่านี้มีการพูดคุยน้อยเกินไป
เตรียมเก็บภาษี แอปฯ TEMU อีคอมเมิร์ซจีน หลังกระทบรายย่อยไทย
ส่วนกรณีล่าสุดที่ 44 สส. ของพรรคอาจจะถูกตัดสินธิทางการเมืองตลอดชีวิตจากการลงชื่อสนับสนุนแก้ไขกฎหมาย ม.112 นั้น คุณรังสิมันต์บอกว่า ถ้าไปย้อนดู สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในขั้นตอนการเสนอที่ “ยังไม่บรรจุเข้าวาระการประชุม” เลย
“นี่ยังไม่ได้บรรจุเป็นวาระหนึ่งเลย ดังนั้น ในความเห็นผม ถ้าจะนับว่ายื่น ต้องนับตอนที่รับข้อเสนอและบรรจุเข้าพิจารณาแล้ว แต่อันนี้ยังไม่บรรจุ ... โดยทางปฏิบัติถือว่ายังไม่เข้าระบบ” คุณรังสิมันต์กล่าว
เขาบอกว่า โดยปกติ การพิจารณาแก้ไขกฎหมายผ่านรัฐสภามี 3 วาระ คือ รับหลักการ พิจารณารายมาตรา และพิจารณาทั้งฉบับว่ารับหรือไม่รับร่างกฎหมาย แต่ก่อนขั้นตอนแรกต้องบรรจุในวาระก่อน ซึ่งกรณี 44 สส. ยังไม่บรรจุเลย
สส.พรรคประชาชนบอกว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ พรรคฝ่ายค้านตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว มีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ จำนวนมากไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่เรื่องที่ฝ่ายค้านยื่นไปมันคืบหน้าหรือยัง รวดเร็วแบบเดียวกับเรื่อง 44 สส. หรือไม่ บางกรณีที่ยื่นไปเป็นปีแล้วยังไม่คืบหน้า
คุณรังสิมันต์บอกว่า “กลายเป็นว่า การที่พรรคฝ่ายค้านใช้องค์กรอิสระตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ ทุกอย่างช้าหมด แต่เมื่อ ป.ป.ช. ตรวจสอบฝ่ายค้านหรือใช้ผลร้ายต่อฝ่ายค้าน มันเร็ว และสังคมควรตั้งคำถามเรื่องนี้ให้มาก การใช้อำนาจโดย ป.ป.ช. เป็นอำนาจที่ถูกต้องหรือไม่ ยังไม่นับข้อกล่าวหาที่ว่า ป.ป.ช. บางคนเกี่ยวข้องกับการเมืองดัง ไปขอตำแหน่ง สิ่งเหล่านี้เงียบหายไปเลย”
ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวเอง แก้ไข ม.112 เป็นสิ่งที่สามารถทำได้
ประเด็นเรื่องการแก้ไขกฎหมาย ม.112 ที่อาจทำให้พรรคประชาชนเจอแรงเสียดทานและอาจรวมถึงชะตากรรมแบบเดิม คุณรังสิมันต์บอกว่า การเสนอแก้ ม.112 นั้น ไม่มีมาตราหรือกฎหมายใดเขียนว่าห้ามทำ และในประวัติศาสตร์เคยมีการแก้ไข
“เราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติเชื่อว่าแก้ไขได้ และเมื่อดูคำวินิจฉัยศาลรัญธรรมนูญ ท่านไม่ได้บอกว่าไม่สามารถทำได้เลย แต่ต้องแก้โดยชอบ ดังนั้นเราต้องไปหาว่าคืออะไร ด้วยเหตุนี้ ไม่ควรตั้งต้นว่าแก้ ม.112 ไม่สามารถทำได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญบอกเองว่าแก้ ม.112 ทำได้แต่ต้องโดยชอบ” คุณรังสิมันต์กล่าว
สส.พรรคประชาชนมองว่า ที่ผ่านมา แม้แต่ กกต. ยังบอกว่าสามารถใช้นโยบายแก้ ม.112 ในการหาเสียงได้ ทำให้เพิ่งมารู้เอาตอนคำวินิจศาลรัฐธรรมนูญนี่เองว่าไม่สามารถทำได้
“ดังนั้น ส่วนตัวมองว่า นี่เป็นการทำหน้าที่ของเรา เป็นการทำหน้าที่โดยสุจริต การดำเนินการให้สิ่งนี้เป็นเรื่องร้าย เราไม่สามารถมองกระบวนการที่เกิดขึ้นด้วยความเคารพได้เลย นี่คือความพยายามทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอ และด้อยค่า 14 ล้านเสียงที่เลือกเราเข้ามา” คุณรังสิมันต์บอก
คุณรังสิมันต์เสริมอีกว่า เรื่องการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตไม่มีใครอยากให้เกิด “แต่นี่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะปากกาไม่ได้อยู่ที่เรา แต่มองว่า จิตวิญญาณความคิดความเชื่อที่อยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้น บ้านเมืองเป็นของประชาชน อย่างแท้จริง แม้ไม่ใช่ผม ก็มีคนทำ”
คุณรังสิมันต์มองว่า ผลบั้นปลายของคดีนี้คือการตัดสิทธิทางการเมือง แน่นอนว่า นี่คือเกมที่หลายคนเชื่อว่าถูกวางไว้และจะเกิดขึ้น แต่ไม่มีใครตอบได้ คนทั่วไป ประชาชน คงไม่สามารถตอบได้ว่าผลจะเป็นอย่างไร ยืนยันว่า สำหรับเราคงพยายามทำหน้าที่เต็มที่ แต่ตามข่าวจาก ป.ป.ช. ที่ออกมา ค่อนข้างเป็นลักษณะพิจารณาแต่ละคนแยกกันไป ให้สิทธิโต้แย้งหรือชี้แจง
สส.พรรคประชาชนยืนยันอีกครั้งว่า นี่คือการทำหน้าที่ เป็นการทำอย่างตรงไปตรงมาของฝ่ายนิติบัญญัติ “เราไม่ได้ทำอะไรผิดในเรื่องนี้ เป็นแค่การทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าเขียนว่าพรรคการเมืองหรือ สส. ห้ามยื่นแก้ไข ม.112 จะเป็นอีกแบบ แต่อันนี้ไม่มีกฎหมายเขียนชัดเจน”
เขาเสริมว่า “เมื่อตีความเป็นผลร้ายเพื่อตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต เรียนตามตรงว่า ไม่สามารถมองว่าเป็นการใช้อำนาจที่เคารพต่อความยุติธรรมได้”
รู้ว่าเสี่ยง แต่ถ้าเป็นนักการเมืองแล้วประเทศไม่ดีขึ้น จะมาเป็นทำไม?
คุณรังสิมันต์ย้ำว่า ตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชน ไม่ได้ตั้งมาเพื่อแก้ ม.112 ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นการทลายทุนผูกขาด การปรับปรุงกฎหมายที่ทำให้ชุมชนหรือผู้ประกอบการเล็ก ๆ สามารถทำเบียร์และสุราได้ ไม่ใช่แค่บริษัททุนใหญ่
“เราอยากแก้ไขทลายทุนผูกขาด ปรับปรุงกองทัพ ปฏิรูปให้กองทัพทันสมัย ไม่อยากเห็นภาพทหารรัฐประหาร ยกเลิกเกณฑ์ทหาร อันนี้คือสิ่งที่อยากทำ หรืองานความมั่นคง ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เราก็อยากทำ” คุณรังสิมันต์กล่าว
เขาบอกอีกว่า แม้ในนโยบายจะมีการแก้ ม.112 ในแพ็กเกจ แต่การยื่นของพรรรคไม่ได้มีแค่ ม.112 เพราะมีการยกเครื่องกฎหมายหมื่นประมาททั้งหมด สร้างความเป็นธรรมในเรื่องนี้ให้ครบถ้วน ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
แต่คุณรังสิมันต์มองว่า กฎหมาย ม.112 ตอนนี้ ถูกรายงานร้องเรียนว่าเปHนการละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่ใช่แค่คนทั่วไปมรามอง แต่ต่างประเทศก็วิพากษ์ ทั่วโลกวิจารณ์ ถ้าคุณเป็น สส. จะไม่ทำอะไรเลยหรือให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ดีขึ้น
“ผมยังมองว่า สุดท้ายแล้ว เราคือพรรคการเมืองที่พยายามเสนอสิ่งที่ดีขึ้นสำหรับประเทศไทย ... ม.112 จะถูกวิจารณ์จากนานาประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนต่อไปหรือ ใช่ ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ใช่อีก ที่ผ่านมาเราเห็นปัญหานี้ เราถึงเสนอทางออกในการแก้ไขให้ดีขึ้น” คุณรังสิมันต์กล่าว
คุณรังสิมันต์บอกว่า เรื่อง ม.112 ยังไม่ได้มีการคุยกันในพรรคอย่างจริงจัง แต่โดยดีเอ็นเอที่เป็นอดีตก้าวไกลทั้งสิ้นนี้ เชื่อว่า ไม่มีความเปลี่ยนแปลงในอุดมการณ์ ยืนยันว่าพรรคอยากเห็นประเทศไทยดีขึ้น อยากเห็นประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ อยากเห็นกฎหมายที่เคารพสิทธิมนุษยชน
ในประเด็นที่สังคมอาจมองว่านี่คือความดื้อรั้นของพรรค ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยงแต่ยังเดินหน้าแก้ไข ม.112 ต่อ คุณรังสิมันต์บอกว่า รู้ว่าเสี่ยง แต่เมื่อมองย้อนจุดตั้งต้นว่ามาเป็นนักการเมืองทำไม ถ้ามาเพื่อให้ปลอดภัย ไม่มาเป็นนักการเมืองหรอก “เราเข้ามาเพราะเราอยากเปลี่ยนประเทศ ถ้าเราคิดเรื่องความสบายคงไม่เอาตัวเองมาเสี่ยง ทำการเมืองแบบสบายก็ได้ แต่นำไปสู่การเปลี่ยนประเทศหรือไม่ ถ้าไม่ จะเข้ามาทำไม”
เขาไม่ปฏิเสธว่าทางข้างหน้าของพรรคประชาชนมีแต่ความยากลำบาก ทั้งเรื่องสุราก้าวหน้า ยกเลิกเฏณฑ์ทหาร ระบบตั๋ว ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ง่าย แต่นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงอยากทำ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมพรรคสีส้มถึงโตไว ชี้ว่า ถ้าประเทศดีอยู่แล้ว ไม่มีการกระทบผลประโยชน์ขแงประชาชน คนอาจไม่เลือก แต่เขาเห็นประเทศแบบนี้ต่อไม่ได้ ต้องเปลี่ยน ต้องเปิดโอกาสพรรคใหม่
คุณรังสิมันต์ย้ำว่า “การเมืองควรแก้ด้วยการเมือง” ถ้าผู้มีอำนาจอยากทำลายพรคประชาชน วิธีที่ดีที่สุดคือ “ให้เราได้ทำงาน ถ้าเราทำไม่สำเร็จ ประชาชนก็ไม่เลือกเรา ให้โอกาสเราได้ทำงาน ถ้าไม่สำเร็จเดี๋ยวเราก็หายไปเอง”
คุณรังสิมันต์กล่าวว่า ประเทศไทยยุบพรรคการเมืองมากี่ครั้งแล้ว ประเทศไม่ได้ดีขึ้น “วันนี้คุณมีอำนาจ สามารถใช้อำนาจทำให้คนจำนวนมากเกรงกลัว แต่จะใช้อำนาจได้อีกนานแค่ไหน จะแช่แข็งประเทศไทยอีกนานแค่ไหน ขอถามผู้มีอำนาจทุกคน ไม่คิดจะทิ้งมรดกที่ดีไว้ให้ประทศนี้ไว้ให้ลูกหลานเลยหรือ”
สส.พรรคประชาชนยืนยันว่า ถ้าเราคอร์รัปชัน เบียดเบียนเงินภาษีมาเป็นของตัวเอง แล้วโดนกฎหมายรุนแรง เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่นี่เราไม่ได้โกงใคร ไม่ได้คอร์รัปชันใคร ไม่ได้หาหัวคิวใคร “เราโดนแค่เพราะอยากให้ประชาชนมีเสรีภาพมากกว่านี้ เราโดนทำลายเพราะเราแค่ต้องการให้ประชาชนของเรามีอำนาจสูงสุด”
คุณรังสิมันต์บอกว่า แน่นอนว่าคงมีคนที่ชอบไม่ชอบก้าวไกลและพรรคประชาชน “แต่ถ้าเรามีอกาสได้พิสูจน์ ให้ตัดสินเราด้วยผลงานที่เราทำ จะแฟร์กับเรามากกว่า”