สภาผู้แทนราษฎร จัดประชุมระหว่างวันที่ 28 – 31 พฤษภาคม 2568 มีวาระสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 หรือ งบประมาณ 2569 โดยเป็นการพิจารณาในวาระที่ 1
สำหรับร่างกฎหมายงบประมาณ 2569 มีกรอบวงเงินอยู่ที่ 3,780,600 ล้านล้านบาท ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร โดยการอภิปรายงบประมาณครั้งนี้มีเวลาทั้งหมด 41 ชั่วโมง จัดสรรฝ่ายรัฐบาล 20 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 20 ชั่วโมงและประธาน 1 ชั่วโมง
รมช.กลาโหม ยืนยันลดกำลังพลต่อเนื่อง-แจงซื้อเรือฟริเกต
พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวชี้แจงทันทีหลัง นายชยพล สท้อนดี สส. กทม. พรรรคประชาชนอภิปรายจบ โดยระบุว่า งบประมาณของกระทรวงกลาโหมถึงจะดูมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนของงบประมาณประเทศแล้วจะเห็นว่ามีสัดส่วนลดลง ส่วนสาเหตุที่ต้องรักษาความลับ เพราะตามระเบียบแล้วหากเอกสารส่งได้ส่วนหนึ่งมีความลับก็จะต้องถือว่าลับทั้งหมด สำหรับจำนวนบุคลากรที่เพิ่มขึ้นนั้น กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการลดกำลังคนมาโดยตลอด โดยเฉพาะทหารชั้นนายพล เรามีเป้าหมายที่จะลดให้เหลือ 384 อัตรา ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ ภายในปี 2570 กล่าวคือต้องลดจากปัจจุบัน 378 อัตรา ซึ่งในปี 2568 ได้ปรับลดไปแล้ว 308 อัตรา รวมทั้งควบคุมยอดการผลิตกำลังพล จากนักเรียนนายร้อย นักเรียนนายสิบ มาตามลำดับตั้งแต่ปี 2530
ทั้งนี้กระทรวงกลาโหมมีแผนปรับลดกำลังพลในภาพรวม ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา จากเดิมปีนั้นมียอด 237,818 นาย จะปรับลดลง 5% ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2570 กล่าวคือปรับลดลงประมาณ 12,000 อัตรา ซึ่งปีนี้ปรับลดไปแล้ว 9,000 อัตรา เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนกำลังพลประจำการปีที่แล้ว 230,000 อัตราโดยประมาณ แต่ปีนี้มีเพียง 228,000 อัตรา คือลดจากปีที่แล้วไป 3,000 กว่าอัตรา
ส่วนกรณีสมุดปกขาว ทบ. ปัจจุบันได้มีแนวทางในการพัฒนาระบบการจัดหายุทโธปกรณ์ เรื่องเรือฟริเกต ส่วนตัวเห็นด้วยกับเหตุผลของสมาชิก เพราะในชั้นส่งคำขอกองทัพเรือขอมา 2 ลำ ลำละ 1,500 ล้านบาท รวมเป็น 35,000 ล้านบาท ในระดับนโยบายจึงมีความกังวลว่า หากมีเหตุไม่คาดคิดทำให้การจัดหาไม่เรียบร้อย รัฐบาลจะสูญเสียเงินถึง 35,000 ล้านบาท จึงให้กองทัพเรือทยอยจัดหา 1 ลำก่อน ในวงเงิน 17,500 ล้านบาท
“สส.กฤษฎิ์” นั่งที่ “พรรคกล้าธรรม” ลุกปภิปรายสนับสนุนงบคมนาคม-เกษตร
เวลา 13.05 น. น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมพิจารณาร่างงบประมาณ 2569 โดยเจ้าตัวนั่งอยู่บริเวณพรรคกล้าธรรม ลุกขึ้นกล่าวว่า ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 รวมมีวงเงินกว่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในสองมิติสำคัญได้แก่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและการยกระดับเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนรวมไปถึงการเสนอแนวทางการพัฒนาต่อถิ่น พื้นที่ศรีราชาจังหวัดชลบุรี บางพระและสุรศักดิ์ ทุ่งสุขา และเกาะสีชัง
โดยในปีงบประมาณ 2569 กระทรวง คมนาคมได้รับงบประมาณจัดสรรทั้งสิ้น 261,292.54 ล้านบาท งบประมาณส่วนใหญ่นั้นมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเช่นการขยายทางหลวงและการบำรุงรักษาเส้นทางโครงการหลวงพิเศษระหว่างเมือง การยกระดับความปลอดภับทางถนน จุดพักรถ และจุดตรวจ งบประมาณในเขตอีอีซี เป็นจุดที่ตนรับผิดชอบโดยตรง
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนงบสร้างถนนทางเชื่อมสายรองเข้าสู่ชุมชน แหล่งท่องเที่ยว ชายแดน ไม่ใช่เพียงส่งเสริมการเดินทางเท่านั้น แต่เป็นการโอกาสเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับงบประมาณ 131,111 ล้านบาท ภายใต้ 3 กลุ่มนโยบายหลักคือ นโยบายเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เผยแพร่พระราชกรณียกิจและแนวพระราชดำริ นโยบายเร่งด่วน การปรับปรุงโครงสร้างหนี้เกษตรกรและยกระดับเกษตรกรสมัยใหม่ โดยนโยบายระยะกลางระยะยาวคือ การจัดการที่ดิน การบริหารทรัพยากรน้ำ การขับเคลื่อนคาร์บอนนิวทรัล และการสู้เศรษฐกิจเชิงรุก
นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการสินค้าทางการเกษตร 14 รายการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ฮับ โดยเน้นศักยภาพเกษตรกรในระดับสากล ตนในฐานะ สส.ในพื้นที่ขอเสนอโครงการฟื้นฟูสัตว์น้ำและชายฝั่ง และปะการัง ที่กำลังเสื่อมโทรม จึงเสนอให้จัดสรรงบประมาณผ่านกรมประมง เช่น กุ้ง ปู ปลา หอยทะเล เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ และจัดกิจกรรมร่วมชุมชนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูสัตว์น้ำ
ทั้งนี้ โครงการไม่ได้สร้างความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น แต่ส่งผลดีต่อระบบนิเวศทางทะเล เศรษฐกิจฐานรากอย่สงยั่งนิ่ง อย่างไรก็ตามงบปี 2569 ไม่ใช่แค่ในกระดาษ แต่ถือโอกาสที่จะเชื่อมโยงประเทศเข้ากับอนาคต และเชื้อมประชาชนเข้ากับความหวัง ไม่ว่าจะถนนเชื่อมคนเข้าเมือง เกษตรเชื่อมชาวนากับตลาด โครงการประมงเชื่อมชาวบ้านกับท้องทะเล ตนจึงขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. เพื่อให้รัฐสามารถลงทุนได้อย่างมั่นคง
สภาไฟลุก! พริษฐ์ ซัด พิเชษฐ์ “ถ้างบสภายังไม่โปร่งใส จะกล้าตรวจใคร?”
ไอติม พริษฐ์ ลุกใช้สิทธิพาดพิง “พิเชษฐ์” ซัดแรง “ถ้างบสภายังไม่โปร่งใส จะกล้าตรวจใคร?” ด้านพิเชษฐ์สวนกลับเดือด “จะเอาแบบอย่างไปทำรุ่นลูกรุ่นหลานหรือ? อย่าลืม นี่คือศักดิ์ศรีของสภา!” พร้อมเหน็บเบาๆ ไลฟ์สดประชุมแบบนี้ ทำเจ้าหน้าที่โดนทัวร์ลงกันยับ
พิเชษฐ์-พริษฐ์เดือด! ปมงบซ่อมสภา 8 พันล้าน
บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ตึงเครียดตั้งแต่ช่วงเช้า เมื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจงตอบโต้กรณีที่ถูกนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง พาดพิงกลางห้องประชุมเมื่อคืนก่อน หลังจาก น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคเดียวกัน อภิปรายถึงงบประมาณปรับปรุงรัฐสภา โดยนายพิเชษฐ์กล่าวว่า หาก “แน่จริง” ควรไปตรวจสอบงบกระทรวงอื่นที่มากกว่า 20,000 หน้า อย่ามาจ้องรื้อรั้วบ้านตัวเองที่ใช้งบเพียง 8,000 ล้านบาท
นายพริษฐ์ชี้แจง 4 ประเด็นหลักว่า ตนทำหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองที่มีอำนาจตรวจสอบงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย เช่น สภา กกต. และ ป.ป.ช. ไม่ได้เจาะจงจ้องจับผิดเฉพาะงบของรัฐสภา จึงย้ำว่า แม้งบส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านสภา แต่มีบางโครงการ เช่น การออกแบบอาคารจอดรถ มูลค่า 105 ล้านบาท ได้มีการโอนงบจากปี 67 และประกาศผู้ชนะแล้ว จึงถือว่ามีความคืบหน้าและควรถูกตรวจสอบได้ พร้อมชี้ว่า การตั้งงบกับโครงการไม่จำเป็น ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของความเลวร้ายในการใช้งบ เช่น งบตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ 133 ล้านบาทที่ประชาชนตั้งคำถาม
นายพริษฐ์ ยืนยัน ว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ เพราะตรวจสอบทุกกระทรวงด้วยมาตรฐานเดียวกัน และการตั้งคำถามไม่ทำให้สภาเสียหาย ตรงกันข้าม หากผู้บริหารไม่สามารถชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจได้ นั่นต่างหากคือสิ่งที่บั่นทอนความศรัทธาต่อรัฐสภา
ต่อมา ด้านนายพิเชษฐ์ ลุกขึ้นชี้แจงทันที ย้ำว่าการตั้งงบซ่อมแซมรัฐสภาเกิดจากการตัดงบเดิมจนเหลือเพียง 8,000 ล้านบาท ทั้งที่ต้นแบบออกแบบไว้กว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมระบุว่าการที่นายพริษฐ์เชิญเจ้าหน้าที่ “ตัวเล็กตัวน้อย” มาไลฟ์สดชี้แจงกลางกรรมาธิการ และนำบางช่วงไปเผยแพร่ในโซเชี่ยลสร้างความเสียหายให้ข้าราชการ และเป็นสิ่งที่กรรมาธิการทั่วไปไม่ทำกัน เว้นแต่มีมติให้ถ่ายทอดสด
นายพริษฐ์จึงลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้งว่า การถ่ายทอดเป็นไปตามแนวปฏิบัติที่สภาเคยแจ้งไว้ ไม่มีการตัดต่อคลิปลงช่องทางส่วนตัว และยืนยันว่าที่เชิญเจ้าหน้าที่มา เพราะเป็นผู้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภา ไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือละเมิดจริยธรรม พร้อมย้ำว่าเขายังทำหน้าที่ตรวจสอบงบทุกกระทรวงต่อไป และเตรียมยื่นสมัครเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ เพื่อทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในห้องประชุมหลัก
ช่วงท้าย นายพิเชษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า พร้อมจะเชิญนายพริษฐ์ไปเดินดูสภาพรัฐสภาด้วยตนเอง เพื่อเห็นความจำเป็นของการปรับปรุง ทั้งศาลาแก้ว ฉากหลังบัลลังก์ ห้องน้ำ ไปจนถึงลานสักการะ และย้ำว่าสภาไทยกำลังจะเป็นหนึ่งในรัฐสภาที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากมีที่จอดรถสมบูรณ์ก็จะขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง จึงควรถือเป็นเกียรติของประเทศในการดูแลสถานที่แห่งนี้ให้สมบูรณ์แบบ
“วันนอร์” ชี้อภิปรายงบฯ 69 ปีนี้พัฒนา ไม่น่าเบื่อ
ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการภาพรวมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวานนี้ ว่า การประชุมมีทั้งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ และร่างพระราชกำหนด ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนงบประมาณ 2569 ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่างของรัฐรัฐบาล ซึ่งมีรายละเอียดในทุกแง่ทุกมุม คิดว่าสภาและประชาชนที่รับฟังจะมีความเข้าใจว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะใช้งบตรงนี้
นอกจากนี้ ฝ่ายค้านโดยเฉพาะผู้นำฝ่ายค้าน ก็ได้อภิปรายในแง่ที่ว่า อยากให้รัฐบาลและผู้ใช้งบประมาณได้ปรับปรุง พร้อมแนะแนวการทำงานอย่างไรเพื่อให้ เป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ถือเป็นการอภิปรายที่มีคุณค่าสำหรับประชาชน และผู้ใช้งบประมาณทุกภาคส่วน จะเอาความคิดเห็นนี้ไปพิจารณา และดูแลงบประมาณต่อไป โดยเฉพาะหลังวันที่ 31 พ.ค. 68 สภาก็จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ 72 คน เพื่อไปดำเนินการอภิปรายปรับปรุงแก้ไขงบประมาณให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีเวลาที่จะทำงาน 105 วัน เพื่อใช้งบปี 2569 ให้ทัน
ส่วนเมื่อวานนี้ พอพิจารณางบ 69 ที่มีเวลา 5 ชั่วโมง พบว่า สส.บางส่วนหนีจากสภาไปแล้ว ดูโหรงเหรง ต้องกำชับอะไรหรือไม่ ประธานสภาฯ บอกว่า ถึงแม้ สส. ไม่อยู่ห้องประชุม แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ในห้องทำงานของตัวเอง หรือประชุมกรรมาธิการ หรือมีภารกิจ แต่ทุกคนก็ฟังการอภิปรายทางโทรทัศน์และวิทยุ อย่างตนบางทีก็ไม่นั่งอยู่ในห้องประชุม แต่ก็นั่งฟังตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะการอภิปรายเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ทุกคนที่อภิปรายได้เตรียมตัวอย่างดี ดังนั้นก็เป็นการอภิปรายที่ได้พัฒนามากยิ่งขึ้นไม่น่าเบื่อหน่าย ถ้าใครติดตามก็มีสิ่งที่น่าสนใจ พูดก็ไม่ได้ซ้ำประเด็นมากนัก
เมื่อถามว่ารัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ควรนั่งอยู่ฟังให้ครบหรือไม่ รวมถึงนายกรัฐมนตรี ประธานสภาฯ กล่าวว่า วันนี้รัฐมนตรีก็พยามมาตอบประเด็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายก็คงจะมีการซักจากฝ่ายค้าน และรัฐบาลมีหน้าที่ตอบ ไม่ได้ตอบสมาชิกสภาเท่านั้น แต่การถามและการตอบในสภาหมายถึงประชาชนทั่วประเทศได้รับฟังด้วย สื่อมวลชนก็รับฟังและไปวิพากษ์วิจารณ์ต่อได้ เป็นการเสนองบประมาณที่มีประโยชน์ พัฒนาจากหลายๆปีที่ผ่านมา ถือว่าปีนี้ดีขึ้น
ส่วนกรณี น.ส.กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว. ยื่นตรวจสอบจริยธรรม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย เห็นเรื่องแล้วหรือไม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า ก็เป็นการดำเนินการในฐานะของประชาชน ก็เสนอได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องไปตรวจสอบดูแล ให้เป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมาย
ความเคลื่อนไหวอภิปรายงบประมาณ 2569 ที่น่าสนใจของเมื่อวาน
การอภิปรายที่น่าสนใจของพรรคร่วมรัฐบาล คือ น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยกับงบประมาณรายจ่ายของ ปี 2569 แต่ก็มีบางมุมที่กังวลในเรื่องแผนบริหารจัดการงบประมาณ โดยขอเจาะไปที่ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 107,000 ล้านบาท ซึ่งจากที่ตนดูรายละเอียดจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนํ้า ทั้งกรมเจ้าท่า หรือกรมชลประทาน ตนกังวลในเรื่องของแผนระยะสั้น และเมื่อดูโครงการทั้งหมด จะเห็นส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ แก้ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดต่างๆ แต่ใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดสุดท้ายที่รับมวลน้ำมหาศาล ทั้งจากแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี เรายังไม่เห็นโครงการชัดเจน ว่าจะทำอย่างไรในแผนระยะสั้น ในเรื่องการจัดการคู่ครองและสายน้ำต่างๆ ที่อยู่ตามหมู่บ้าน และปัญหาอย่างหนึ่งคือการรับผิดชอบดูแลคูคลองในพื้นที่มีหลายเจ้าภาพ ทั้งกรมเจ้าท่า และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หวังพึ่งให้ท้องถิ่นทำเรื่องนี้ เขาก็กลัวติดปัญหาว่า ขุดลอกแล้วจะขนดินไปไว้ที่ไหน ทำเสร็จแล้วโดนตรวจว่าขนดินไม่ได้ หรือไปผิดที่ ก็มีความผิดจนโดนฟ้อง
น.ส.บุณย์ธิดา กล่าวว่า เข้าใจว่าโครงการใหญ่ของกรมเจ้าท่า ต้องมุ่งเน้นไปที่เส้นสายใหญ่ แต่ในคูคลองเล็กยังมีปัญหา หากคลองเส้นใหญ่ไหลเร็วกว่าเส้นรอง การระบายนํ้าก็ช้าลง จนเกิดน้ำท่วม ซึ่งเมื่อดูจากมูลค่างบประมาณที่เตรียมไว้เพื่อบริหารทรัพยากรน้ำ ดูไส้ในแล้วมีโครงการเพื่อศึกษาเยอะมาก เกือบ 10,000 ล้านบาท แต่เรื่องที่จำเป็นในระยะสั้นเช่นการขุดลอกเพื่อให้เป็นแหล่งเก็บน้ำ กลับมีน้อยมาก แค่ 700 ล้านบาท
ขณะที่ในส่วนของฝ่ายค้าน มี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 ถึง 2566 กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท มีโครงการก่อสร้างทางที่มีราคากลาง ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 95 โครงการ มีราคารวมกัน 73,346 ล้านบาท มีราคาชนะประมูล 73,171 ล้านบาท ทั้งหมด 7 ปี การประกวดราคาประหยัดงบไปได้แค่ 175 ล้านบาท ห่างจากราคากลางแค่ 0.24% ส่วนโครงการที่มีมูลค่า 450-500 ล้านบาท ทั้งหมด 10 โครงการ มีราคากลางรวมกัน 4,678 ล้านบาท ชนะประมูลรวมกันที่ 3,966 ล้านบาท ประหยัดงบ 711 ล้านบาท คิดเป็น 15.21% หมายความว่าเรื่องชวนหลอนในการประกวดราคากลางของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท จะเกิดขึ้นเฉพาะกับโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่าตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป
นายวิโรจน์ กล่าวว่า หากมีการประกวดราคาอย่างเป็นธรรมแบบที่มนุษย์ทั่วไปเขาทำกัน ประเมินได้เลยว่าใน 7 ปี ประเทศของเราจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 14.97% หรือประมาณ 10,980 ล้านบาท ตนคิดว่าเรื่องนี้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นมาหลายสมัย ก็น่าจะรู้ดี