29 ก.ย. 68 เวลา 11.13 น. ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 วาระคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปราย ว่า ตนขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะรัฐมนตรี หลังจากนี้พรรคประชาธิปัตย์จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านในสภาฯ แต่จะไม่ค้างทุกเรื่องจะว่าไปตามเนื้อผ้าไม่มีอคติไม่มีบุญคุณความแค้นใด ๆ
พร้อมทำหน้าที่ร่วมกับฝ่ายค้านทุกพรรค เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดิน
ถ้าไปดูนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ตนดูหลายรอบในภาพรวมต้องยอมรับว่ามีทั้งที่เขียนไว้กว้าง ๆ เป็นมหาสมุทรแทนที่จะเจาะจงลงไป เพราะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ แต่ที่สะดุดเป็นพิเศษก็คือนโยบายหาเสียงก่อนเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาซึ่งล่องหนหายตัว และไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้หลายนโยบาย
ซึ่งตนจะทำหน้าที่ฝากข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ในภาพรวมโดยประเด็นแรกที่จะขอพูดคือคำตัดพ้อของรัฐบาลที่ปรากฏชัดเจน โดยระบุว่ารัฐบาลชุดนี้ มีข้อจำกัด 3 ข้อ คือ 1. มีเวลาจำกัด 2. ไม่ได้จัดทำงบประมาณด้วยตัวเอง และ 3. ยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือรัฐบาลเป็ดง่อย เหตุที่เกิดแบบมีขึ้น ประชาชนทราบดีว่าเกิดจากเหตุการณ์เมืองพิสดาร และรัฐบาลโทษใครไม่ได้เพราะเลือกเอง และเลือกทางเดินนี้เองด้วยความเต็มใจ นายกรัฐมนตรีเป็นนักธุรกิจคงคิดแล้วว่าคุ้ม
ที่คุ้มก็เพราะเหตุว่าคุ้มที่จะแลกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและการเป็นแกนนำจะตั้งรัฐบาล กับข้อจำกัด 3 ข้อที่ว่า คุ้มที่จะเป็นรัฐบาลต่างตอบแทนคือฝ่ายหนึ่งได้ตำแหน่งนายกและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งได้ยุบสภาและได้แก้รัฐธรรมนูญ และเอาเข้าจริงรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้อยู่แค่ 4 เดือนแต่จะอยู่ 8-9 เดือนก็อาจเป็นไปได้ ตั้งแต่โปรดเกล้าฯคณะรัฐมนตรี จนถึงวันยุบสภาที่นายกบอกว่าปลายเดือนมกราคม ก็กินเวลาไป 4 เดือนกว่าแล้วหาเสียงอีก 2 เดือน รวมถึงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมแล้ว 8-9 เดือน
นายจุรินทร์กล่าวว่า "ต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้มีแต้มต่อมากกว่ามีข้อจำกัด การที่มีผู้มาลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีโดยไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรีทำให้นายกรัฐมนตรีกลายเป็นหนูตกถังข้าวสาร เพราะมีเก้าอี้รัฐมนตรีให้มาแบ่งปันกันเหลือเฟือที่สุด ยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองระบบรัฐสภา ประการที่ 2 รัฐบาลชุดนี้บริหารราชการแผ่นดินปุ๊บมีเงินมากองไว้ปั๊บไม่ต้องออกแรง เพราะงบเหลือจ่ายปี 68 รออยู่แล้ว 60,000 ล้านบาท งบ 69 รอใช้แล้วตั้งแต่ 1 ต.ค. 3.78 ล้านล้าน เฉพาะงบฉุกเฉินที่เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างเดียว 98,000 ล้านเกือบแสนล้านบาท"
"ประการที่ 3 มีนโยบายสำเร็จรูปเตรียมไว้แล้วโดยผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญหรือ MOU ที่คิดไว้ให้เสร็จสรรพและนำไปปฏิบัติตามได้ทันที" นายจุรินทร์กล่าว
นายจุรินทร์ ระบุว่า รัฐบาลเหลือคิดเองแค่ 3 เรื่อง คือ นโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา การจัดคณะรัฐมนตรี และ การทำนโยบายที่แถลงให้ประสบความสำเร็จ ส่วน MOA ที่ประชาชนบ่นน้อยใจว่าไม่ได้มีปัญหาของประชาชนอยู่ในสมการ ก็เข้าใจได้เพราะช่วงนั้นต้องช่วงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายกอาจจะหลงลืมว่าตกหล่นไปหรือไม่สำหรับปัญหาของประชาชน และ MOA เป็นข้อตกลงระหว่างพรรคการเมืองแต่ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา
ส่วนการจัดคณะรัฐมนตรีที่เป็นหัวใจสำคัญ เพราะเป็นผู้กำหนดนโยบายและใช้นโยบาย คณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนส่วนที่ 1 คือคนในและคนนอก ตนขอชมคนนอกด้วยความจริงใจที่นายกรัฐมนตรีจัดได้ถูกฝาถูกตัว แต่มีบางตำแหน่งกลายเป็นชักใบให้เรือเสีย หรือทำให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้กระดำกระด่างไป
ตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีรู้อยู่แก่ใจ ดูได้จากตอนที่จัดตำแหน่งรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรี นำรัฐมนตรีคนนอกมาเปิดตัวเองเพื่อเรียกคะแนน แต่บางตำแหน่งไม่กล้าเอาออกมาเปิดตัว เหมือนจะทำลับ ๆ ล่อ ๆ แต่สุดท้ายหวยล็อกก็ออกมาสำหรับคนในเข้าใจได้เรื่องโควตาของกลุ่มพรรคการเมือง
"แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ขอพูดและขอชมท่านนายกว่านายแน่มาก ที่กล้าตั้งรัฐมนตรี ที่แม้แต่รัฐบาลชุดที่แล้วก็ไม่กล้าตั้ง เพราะไม่อยากเสี่ยงเดินตามรอยนายกเศรษฐา แต่เมื่อท่านตั้งแล้วท่านก็ต้องรับผิดชอบ และผมก็ขอให้รัฐมนตรีชุดนี้ปฏิบัติภารกิจให้ดีที่สุด" นายจุรินทร์กล่าว
นายจุรินทร์ ยังกล่าวว่า รัฐบาลต้องจดไม่ครบ เพราะนายกไม่ทันได้นึกหรือคิดว่าสำคัญและเป็นต้นตอทั้งหมด คือ ภัยจากการทุจริตคอรัปชั่น ส่วนการแก้ไขจัดทำรัฐธรรมนูญและการจัดทำประชามติ นโยบายนี้มีหลายคนว่าบ่นว่ามาผิดที่ผิดเวลา ประชาชนวิจารณ์ว่าอยากเห็นการแก้ปัญหาปากท้องมากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ตนถือว่าการแก้รัฐธรรมนูญ สามารถที่จะทำควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาอื่น ๆ ได้
ทั้งนี้ ตนมีคำถาม 2 ขอ คือ ที่นายกรัฐมนตรียืนยันถึงการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องไม่แก้หมด 1 หมวด 2 และถ้ามีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดเสนอเข้าสู่ที่ประชุมและไม่กำหนดเงื่อนไขว่าจะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 รัฐบาลชุดนี้จะยกมือให้หรือไม่ และคำถามที่สองคือรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) กับ (5) เรื่องคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์กรอิสระ ต้องมีคุณสมบัติที่ระบุไว้ชัดเจนเรื่องความ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี้ และคงเป็นอุปสรรคของคนโกงและคนเคยโกง คำถามคือถ้าการแก้รัฐธรรมนูญไปแก้ข้อนี้ และแก้ถอยหลังเข้าคลอง นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะสนับสนุนต่อไปหรือไม่ ในมาตรานี้
ส่วนปัญหาไทย - กัมพูชา เรื่องนี้ตนไม่มีอะไรถ้วงติง และถึงวันนี้คนไทยได้ถึงความรักชาติรักแผ่นดิน และสิ่งที่รัฐบาลกำลังเดินอยู่คือใช้นโยบายทหาร เศรษฐกิจ และการทูตควบคู่กันไป ในด้านการทูตตนขอชมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวานทำได้ดีนายกรัฐมนตรีก็พลอยได้หน้าไปด้วย
แต่คำถามคือที่รัฐบาล เขียนว่าพื้นที่ของเราตามเส้นเขตแดนสากลที่ถูกครอบครองจะยึดคืนมาให้หมดด้วยนั้นใช่หรือไม่ เพราะไม่ใช่แค่จะรักษาไว้ อะไรที่สูญเสียไปรัฐบาลมีนโยบายเอาคืนมาเป็นของไทยด้วยใช่หรือไม่ถ้าอยู่ในเขตแดนสากล
ทั้งนี้ นายจุรินทร์ ระบุว่า เรื่องบ่อนเขมรที่สร้างล้ำเข้ามานั้นจะจัดการอย่างไร และเรื่องการทำประชามติยกเลิก MOU ซึ่งไม่ระบุว่า MOU43 หรือ 44 คำถามคือทำไมรัฐบาลไม่ตัดสินใจเอง และจะทำประชามติกี่โมง และ 8 เดือนนี้รัฐบาลสามารถคลายทุกข์เกษตรกรได้ แต่ในนโยบายล่าสุดไม่ระบุอย่างชัดเจน ต่างจากตอนหาเสียง
ส่วนเรื่องคนละครึ่ง ซึ่งตนได้มีอะไรท้วงติงแต่สนับสนุน และเคยทำเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดีใจที่รัฐบาลนี้นำมาใช้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่คนไทยกำลังหายใจโรยริน ก็ขอให้รีบทำและคิดได้แยบยลมากที่แบ่งออกเป็น 2 เฟส เพราะใกล้ยุบสภาเลือกตั้งพอดี อาจจะกลายเป็นเศรษฐกิจครึ่งการเมืองครึ่ง
และเรื่องสุดท้ายนโยบายเรื่องการรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด พร้อมระบุว่าเจ้าพนักงานของรัฐคนใดทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้ถือว่าผิดวินัยร้ายแรง และต้องถูกดำเนินคดีอาญา แปลว่าใครไปช่วยหาเสียงเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะจัดการโดยเด็ดขาด ถือเป็นเรื่องที่ดีแต่อยู่ที่การปฏิบัติ อย่างน้อยนโยบายนี้ก็ป้องปรามกรมราชทัณฑ์ไว้ได้ว่าอย่าเอื้อนักการเมืองคนใดให้ปฏิบัติไปตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัดรวมถึง DSI ถ้าเดินหน้าทำคดีต่อ
ทั้งนี้ นายจุรินทร์ ขอฝากคาถา 5 ข้อสั้น ๆ ว่า ขอให้รัฐบาลระลึกถึงคำถวายสัตย์ปฏิญาณคือไม่โกง เพราะจะมีอันเป็นไป ทวนมีไว้รบกับเขมรแต่ไม่ได้มีไว้ทิ้งก่อนยุบสภา อย่าใช่ระบบพรรคพวกในการโยกย้ายข้าราชการ อย่าเลือกปฏิบัติ อย่าลุแก่อำนาจซ้ำรอยอดีต และอย่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เชื่อว่าถ้าทำได้แล้วจะกลับมา ส่วนจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินและประชาชน