นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา แถลงถึงการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาข้อดีข้อเสีย MOU 43 และ 44 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย- กัมพูชา ว่า ผลการหารือของที่ประชุมกรรมาธิการยังไม่ได้ข้อสรุปว่าควรที่จะมีการยกเลิก MOU 43 -44 หรือไม่ เนื่องจากข้อมูลยังไม่ครบถ้วน แต่การตัดสินใจทำในทางใดนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้นเรื่อง MOU 43 -44 ต้องดูให้รอบคอบ รอบด้านโดยไม่มีอคติ หรือใช้อารมณ์ใช้ แต่ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์มาเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจเรื่องนี้
และการที่จะคงอยู่ปรับปรุง หรือยกเลิก ต้องมีเหตุผลและแนวทางให้กับรัฐบาลในการที่จะดำเนินการต่อไป ถ้าหากยกเลิกต้องนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศว่าขัดต่อข้อใดและจะเหตุใดจะต้องดำเนินการ
ส่วน ผลการศึกษาของกรรมาธิการจะทันต่อการทำประชามติของรัฐบาลหรือไม่นั้น นายนพดล กล่าวว่า เรื่องการขยายกรอบเวลาในการศึกษาจากเดิม 90 วันก็ขยายต่ออีก 90 วันแต่หากดำเนินการเสร็จก่อนก็จะดำเนินการรายงานต่อวุฒิสภาทันที และระหว่างการศึกษาจากวันนี้เป็นต้นไปคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็จะพยายามให้ข้อมูลประชาชน ให้ได้มากที่สุดถึงข้อดีข้อเสียของเอ็มโอยูทั้งสองฉบับ และมั่นใจว่าข้อมูลที่ได้จากกรรมาธิการชุดนี้ เป็นประโยชน์และส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะคงอยู่หรือยกเลิกเอ็มโอทั้งสองฉบับ
ส่วนการลงนามปฏิญญาระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มาเลเซียเมื่อวานนี้ นายนพดล มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและเชื่อว่ากัมพูชาจะละเมิดข้อตกลงได้ยากขึ้น เพราะเป็นปฏิญญาที่ปรากฏต่อมหาอำนาจของโลกคือสหรัฐอเมริกาและประเทศอาเซียนทั้งหมด 11 ประเทศที่เป็นสักขีพยาน และในเวทีการประชุม สหภาพรัฐสภา หรือ IPU ก็ถือว่าประเทศไทยเป็นพระเอกในเวทีโลก ที่เสนอญัตติด่วนเรื่องสแกมเมอร์ได้ทำให้กัมพูชาไม่สามารถใช้วิธีนั้น กล่าวหาประเทศไทยได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ดังนั้นการเซ็นปริญญาเมื่อวานนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ยังเป็นประโยชน์ในเรื่องของภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก เพราะเราต้องการสันติภาพและความสงบไม่ต้องการรบ ถือเป็นจุดหนึ่งที่สังคมโลกได้เห็นว่าสิ่งที่พูดและสิ่งที่ทำเป็นสิ่งเดียวกัน
อย่างไรก็ตามปฏิญญาถือเป็นแค่กรอบของทั้งสองประเทศที่ตกลงกัน ไม่เกี่ยวกับเรื่องการทำประชามติเอ็มโอยูไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร