ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดจะพึงมี โดยระบุว่า ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติให้มีการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและจำนวนเขตเลือกตั้ง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 86 และมาตรา 224 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมาตรา 22 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ประกอบข้อ 43 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566
และประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2567 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงออกประกาศให้ทราบเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี และจำนวนเขตเลือกตั้ง ดังนี้
1. จำนวนราษฎรสัญชาติไทยทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2567 มีจำนวน 64,953,661 คน
2. จำนวนราษฎรโดยเฉลี่ย 162,384 คน ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน
3.จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด มีดังนี้
- จังหวัดที่มี 33 เขต ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร
- จังหวัดที่มี 16 เขต ประกอบด้วย นครราชสีมา
- จังหวัดที่มี 11 เขต ประกอบด้วย ขอนแก่น, อุบลราชธานี
- จังหวัดที่มี 10 เขต ประกอบด้วย เชียงใหม่, ชลบุรี, บุรีรัมย์, อุดรธานี
- จังหวัดที่มี 9 เขต ประกอบด้วย นครศรีธรรมราช, ศรีสะเกษ, สงขลา
- จังหวัดที่มี 8 เขต ประกอบด้วย นนทบุรี, ปทุมธานี, ร้อยเอ็ด, สมุทรปราการ, สุรินทร์
- จังหวัดที่มี 7 เขต ประกอบด้วย ชัยภูมิ, เชียงราย, สกลนคร, สุราษฎร์ธานี
- จังหวัดที่มี 6 เขต ประกอบด้วย กาฬสินธุ์, นครปฐม, นครสวรรค์, เพชรบูรณ์, มหาสารคาม
- จังหวัดที่มี 5 เขต ประกอบด้วย กาญจนบุรี, นราธิวาส, ปัตตานี , พระนครศรีอยุธยา, พิษณุโลก, ระยอง, ราชบุรี, สุพรรณบุรี
- จังหวัดที่มี 4 เขต ประกอบด้วย กำแพงเพชร, ฉะเชิงเทรา, นครพนม, ตรัง, ลพบุรี, ลำปาง, เลย, สมุทรสาคร, สระบุรี, สุโขทัย
- จังหวัดที่มี 3 เขต ประกอบด้วย กระบี่, จันทบุรี, ชุมพร, ตาก, น่าน, บึงกาฬ, ประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี, พะเยา, พังงา, พัทลุง, พิจิตร, เพชรบุรี, แพร่, ภูเก็ต, ยะลา, ยโสธร, สระแก้ว, หนองคาย, หนองบัวลำภู, อุตรดิตถ์
- จังหวัดที่มี 2 เขต ประกอบด้วย ชัยนาท, นครนายก, มุกดาหาร, แม่ฮ่องสอน, ลำพูน, สตูล, อ่างทอง, อำนาจเจริญ, อุทัยธานี
- จังหวัดที่มี 1 เขต ประกอบด้วย ตราด, ระนอง, สมุทรสงคราม, สิงห์บุรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเทียบกับประกาศ กกต. ปี 2566 พบว่า มีบางจังหวัดที่ จำนวน สส. เพิ่มขึ้น และ ลดลง ดังนี้
- นครศรีธรรมราช จำนวน สส. ลดลงจาก 10 คน เหลือ 9 คน
- ลพบุรี จำนวน สส. ลดลงจาก 5 คน เหลือ 4 คน
- ปทุมธานี จำนวน สส. เพิ่มขึ้นจาก 7 คนเป็น 8 คน
- สมุทรสาคร จำนวน สส. เพิ่มขึ้นจาก 3 คนเป็น 4 คน
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 86 บัญญัติว่า การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละจังหวัดจะพึงมีและการแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ดําเนินการตามวิธีการ ดังต่อไปนี้
(1) ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้งเฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 350 คน จำนวนที่ได้รับให้ถือเป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิก 1 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีที่มีการยุบสภาภายในปี 2568 กกต.จะใช้ข้อมูลจากประกาศฉบับนี้ในการจัดการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป
อย่างไรก็ตาม หากมีการยุบสภาปี 2569 จะต้องใช้จำนวนประชากรที่สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่จะมีการประกาศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ในการคำนวณจำนวน สส.พึงมีแต่ละจังหวัดใหม่ตามที่กฎหมายกำหนด